Author: admin

by admin admin ไม่มีความเห็น

พระอรหันต์ชั่วคราว พระพุทธเจ้าองค์ปฐม

อรหันต์ชั่วคราว

สมเด็จองค์ปฐมทรงตรัสสอนปกิณกะธรรมไว้ มีความสำคัญดังนี้

๑๔. อรหันต์ชั่วคราวก็คือ จิตว่างจากกิเลสชั่วขณะจิตหนึ่งเป็นขณิกอรหันต์จงอย่าดูหมิ่นในอารมณ์เล็กๆ น้อยๆ หากทำให้บ่อยๆ จิตก็จักชินการสะสมอารมณ์ก็เหมือนกัน ตักน้ำเติมใส่ตุ่มนั่นแหละ เต็มเมื่อไหร่ก็จบกิจเมื่อนั้น ยิ่งฝึกฝนตอนเช้ามืด ถ้าจิตสงัดจากกิเลสได้ถึงที่สุดแล้ว วันนั้นทั้งวันจักมีอารมณ์ดีมาก ไม่เชื่อให้ลองทำดูอานิสงค์ของการปฏิบัติได้มากด้วย ก่อนนอนก็ให้ทำอย่างนี้ด้วย เพื่อให้จิตทรงตัวดีขึ้น เวลาเวทนาเกิด ให้แยกออกมาเสีย ดูมันไปเฉยๆ จักเห็นสภาวะธรรมของเวทนาตามความเป็นจริงมีเวทนา มีโรคก็รักษามันไปตามหน้าที่ เป็นการบรรเทาทุกขเวทนา แต่จิตอย่าไปเกาะ-อย่าไปกังวล-อย่าไปผูกพัน เห็นเป็นธรรมดาของมัน และรู้อยู่เสมอว่านี้ไม่ใช่เรา เราไม่ใช่มัน มันไม่มีในเรา เราไม่มีในมัน แต่จงอย่าคิดว่าเราจักทำได้ทุกวัน แต่ให้พยายามทำให้ได้ทุกวัน

๑๕. การรักษาโรค มีความจำเป็นจักต้องมี ให้ถือว่าเป็นธรรมดา แล้วปล่อยวางโดยไปหาหมออากาศแปรปรวนให้ระวังสุขภาพของร่างกายเข้าไว้ด้วย อย่าปล่อยให้ทรุดหนัก จักเยียวยายาก

๑๖. ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง ความตายเป็นของเที่ยงให้รักษากำลังใจอยู่ในความไม่ประมาทเข้าไว้ อย่าให้จิตคลาดจากความดี รักษากำลังใจให้ตั้งมั่นเข้าไว้ให้ยอมรับนับถือทุกอย่างตามความเป็นจริงเอาไว้เสมออย่าไปมองกรรมภายนอก คือ โทษคนอื่นทำให้เกิดกรรมเช่นนี้ ให้โทษกรรมภายในคือเราเท่านั้นเป็นผู้ทำให้เกิดกรรมเช่นนี้ แล้วโทษจริงๆ ก็เนื่องมาจากการยึดขันธ์ ๕ เป็นสำคัญ ให้พิจารณาตามนี้ จักเห็นตัณหาทะยานอยากในจิตได้ชัดเจน หมั่นชำระจิตให้สะอาดเท่าที่จักทำได้เอาไว้เสมอ เป็นการตัดการไปยุ่งกับจริยาของผู้อื่นลงเสีย

๑๗. โรคที่เป็นอยู่ ไม่ใช่โรคที่หายง่าย เพราะเรื้อรังมานานร่างกายก็เป็นเช่นนี้แหละ จงอย่าคิดให้หายจากโรคเหล่านี้ จงคิดว่าร่างกายมันเป็นอย่างนี้ เป็นรังของโรค เอาความเป็นโรคมาพิจารณาตั้งแต่วันที่เกิดมาหรือเท่าที่จำได้ ความเป็นโรคย่อมเกิดขึ้นกับร่างกายมาโดยตลอดจุดนี้ให้มองตามความเป็นจริง จักได้เกิดความเบื่อหน่าย ไม่ต้องการในร่างกายอย่างนี้อีก

๑๘. ให้รักษากำลังใจต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บที่มุ่งเข้ามาเบียดเบียนร่างกาย และให้เห็นเป็นธรรมดาของการมีขันธ์ ๕ ก็ต้องเป็นไปด้วยเหตุนี้ ไม่มีใครจักได้รูปอันสมความปรารถนาที่จักไม่ให้แก่-ไม่เจ็บ-ไม่ให้ตาย จงเห็นธรรมดาของรูปว่าเป็นอย่างนี้แน่นอน ไม่มีทางที่จักเป็นอย่างอื่นไปได้ ร่างกายย่อมเป็นธาตุ ๔ ประชุมกันขึ้นมาแล้ว มีความไม่เที่ยงเป็นปกติ จงอย่าฝืนความเป็นจริงของร่างกาย

๑๙. ให้เห็นผลในธรรมปัจจุบันเป็นสำคัญอดีตและอนาคตนั้นเป็นเพียงการผ่านไป และยังมาไม่ถึงเท่านั้น ให้รักษาอารมณ์ให้จริงอยู่กับการอยู่ในปัจจุบันเสมอ จึงจักมีผลสมบูรณ์ดูคนอื่นเขาเป็นครู จงอย่าตำหนิกรรมเห็นธรรมดาของผู้ประมาทอยู่ในธรรม เช่น บางผู้รู้จักอยู่อีก ๕ ปี แล้วคิดว่าจักตายเมื่อ ๕ ปีนั้น บางคนจักขออยู่อีก ๑๐ ปี แล้วจึงตาย ผู้ไม่ประมาทกลับคิดว่าจักตายอยู่ในปัจจุบันนี้เสมอไม่มีการคิดว่า ๕ ปี หรือ ๑๐ ปีตาย ให้เข้าใจอารมณ์ของจิตเสียอย่างเดียว การปฏิบัติธรรมก็ได้ผลโดยง่ายอย่าทิ้งการพิจารณาอารมณ์

๒๐. อย่าห่วงใคร ให้ห่วงจิตใจของตนเองเป็นสำคัญขึ้นชื่อว่าร่างกายย่อมมีการสลายไปในที่สุด รักษากำลังใจให้คลายจากความกังวลทั้งปวง


รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

…………………………………..


ที่มาของข้อมูล
หนังสือธรรมนำไปสู่ความหลุดพ้นเล่ม ๑๔ เดือนกรกฎาคม พศ ๒๕๔๔ ตอนสอง
หนังสือ “ธรรมนำไปสู่ความหลุดพ้น ทุกเล่ม
หาข้อมูลศึกษาได้จาก…….
http://www.tangnipparn.com/page_book_all.html
ต้องขอโมทนาทุกท่านที่ช่วยเผยแพร่ผลงานของพระพุทธเจ้าหรือหลวงพ่อหรือพระอริยเจ้าทั้งหลายในทุกรูปแบบทั้งทางหนังสือและอินเตอร์เน็ต
ขอความเจริญในธรรมจงมีแด่ทุกๆท่านครับ

by admin admin ไม่มีความเห็น

ตอน 5

ต่อกันเลยครับช่วงนี้ว่างๆก็อยากจะเล่าให้ฟัง เจตนาผมไม่ต้องการให้มองว่าผมมีความสามารถพิเศษอวดอ้างหรืออะไรนะครับ ทุกคนสามารถฝึกฝนตามคำสอนหลวงพ่อได้

ความที่เราอยากเห็นจะจะกับตาเนื้อนี่มันก็มีประโยชน์อยู่บ้างครับ มันทำให้เราหมั่นฝึกฝนดิ้นรนหาที่ฝึกต่อ หลวงพ่อท่านบอกว่าอยากให้ชัดเหมือนเราไปเองก็ต้องไปแบบเต็มกำลัง ก็พอดีอีกครับช่วงนั้นวัดท่าซุงฝึกเต็มกำลังพอดี เลยชวนน้องชายกับแฟนน้องไปด้วยกะว่าวันนี้จะเอาให้ได้จะได้เห็นชัดๆกันไปเลย

ระหว่างเดินทางมาก็เปิดเสียงจากเครื่องประเทืองปัญญา( IPAD ครับผมบอกกับพระท่านว่าเครื่องประเทืองปัญญา) ในเครื่องผมมีแต่คำสอนหลวงพ่อที่ไหนมีให้โหลดก็จัดเต็มครับเอาหมด ทั้งMP.3 ไฟล์หนังสือต่างๆ อยู่ในนี้หมดเรียกได้ว่าไปไหนก็มีหลวงพ่อไปด้วยครับ ฟังแทบทุกวัน วันไหนไม่ฟังก็อ่านครับขอนอกเรื่องนิดนึงครับ อยากจะบอกทุกท่านที่อ่านครับจะเรียกว่าเป็นเอามากก็ว่าได้ ศัพท์วัยรุ่นเรียก เยอะ เป็นอย่างนั้นจริงๆครับวันไหนไม่เปิดอ่านคำสอน หรือเปิดเวปพลังจิต อ่านเรื่องหลวงพ่อ มันหงุดหงิดครับ มาเข้าเรื่องต่อครับ

วันนั้นผมเปิด MP.3 เป็นประสบการณ์การฝึกเต็มกำลังของคุณอุวารี

เพื่อเป็นกำลังใจห้ตัวเอง ผมแนะนำนะครับคนฝึกใหม่ลองโหลดมาฟังดูรับรองกำลังใจมาบานเลยสนุกสนานได้ความรู้ วันนั้นผมขับรถเองน้องชายดันนั่งหลับ คิดในใจมันจะเอาจริงมั้ยเนี้ย หรือว่าเอาจริงก็ไม่รู้เล่นเข้าฌานซ้อมไว้ก่อนเลย มาถึงวัด วันนี้คนมากจริงๆครับเยอะมากจากนั้นเราก็เข้าไปในศาลา 12 ไร่ (ไม่แน่ใจว่าเรียกถูกมั้ย) ได้นั่งด้านหลังๆเลยครับ

สวดมนต์ สมาทานศีล สมาทานพระกรรมฐานเสร็จก็เอาเลยครับสวมหน้ากากและภาวนา นั่งกันนิ่งเชียว ได้ยินแต่เสียงพัดลม ผ่านไปประมาณ 10 นาที ได้เริ่มมีเสียงกรีดร้องโหยหวน เสียงน่าขนลุก บ้างก็ตะโกนโวยวาย พูดอะไรฟังไม่ได้ศัพท์ ตัวผมเองก็ภาวนาไปแต่ก็อดคิดไม่ได้ว่าจะร้องกันทำไม ภาวนาไปฟังเขาโวยวายไป มันไม่มีสมาธิจริงๆครับ นั่งไปได้สักครึ่งชั่วโมงจิตเริ่มหงุดหงิดครับ ได้ยินเสียงต่างๆจนตัดสินใจว่าคงไม่ได้ไปเต็มกำลังแน่จึงไปแบบครึ่งกำลัง เห็นกายในน้องยืนอยู่ข้างๆแต่งตัวคล้ายเทวดาหันซ้ายหันขวาอยู่ผมก็เรียกบอกว่าไปตามมาไปพระจุฬามณี พอมาถึงพระจุฬามณีอ้าวมันหายไปไหนแล้ว มองลงมาเห็นว่ายังหันซ้ายหันขวาอยู่ ผมก็เลยไปต่อตามเรื่องตามราวของผม กราบพระเสร็จก็ลงมาและออกจากสมาธิ เห็นน้องชายนั่งหลับตาอยู่ ส่วนผมมองไปรอบๆเห็นบางคนฟุบลงกับพื้นบ้าง นั่งรำบ้าง ตัวสั่นบ้าง ร้องไห้บ้าง สรุปเซ็งเป็ดครับเซ็งตรงที่หนึ่งปีมีครั้งเดียว ปีนี้ไม่ได้ก็รอปีหน้าจากนั้นก็พาน้องไปกราบหลวงพ่อที่วิหาร 100 เมตร แล้วก็กลับ….

มีอีกเรื่องที่อยากเล่าให้อ่านครับเกี่ยวกับการเห็นเทพแต่ละองค์และเห็นอดีตชาติของคนอื่นไว้จะเล่าให้อ่านนะครับ

08-09-2011, 07:03 PM

by admin admin ไม่มีความเห็น

การชำระหนี้สงฆ์

การชำระหนี้สงฆ์หลวงพ่อพระราชพรหมยาน วัดท่าซุง อุทัยธานี

หลวงพ่อสอนให้ลูกศิษย์ และญาติโยมรู้จักชำระหนี้สงฆ์ และแนะนำให้สร้างพระชำระหนี้สงฆ์พร้อมทั้งนำ เกร็ดความรู้ที่ได้ ประสบมาเล่าให้ฟัง เพื่อจะเป็นประโยชน์ ต่อท่านทั้งหลายจะได้นำประพฤติปฏิบัติให้ถูกต้อง อีกทั้งจะได้เป็นเครื่องป้องกัน ตัวเอง และผู้อื่นไม่ให้กระทำความชั่วต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับของพระ สงฆ์อีก ท่านเล่าในหนังสือประวัติหลวงพ่อปานว่า 
“ของทุกอย่างที่ขึ้นชื่อว่า เป็นสมบัติของสงฆ์แล้ว จะเป็นสิ่งของ หรือวัตถุเครื่องใช้อะไรก็ตาม จะมีราคามาก หรือน้อยก็ตาม ผู้ที่นำไปใช้โดยพละการหรือทำสิ่งของเหล่านั้นเสียหาย จะต้องนำสิ่งของเหล่านั้น มาทดแทน ให้เหมือนเดิม ไม่เช่นนั้นจะทำให้ผู้ล่วงละเมิด ลงสู่อเวจีมหานรกได้โดยง่าย”
อย่างวัดร้างที่ปรากฏว่า เป็นที่ดินเปล่า ไม่มีฐานะแสดงว่า เป็นวัด หรือบางแห่งแสดงฐานะว่า เป็นวัดแต่อยู่ในป่าในดงหรือ วัดที่มีฐานะอยู่ก็ตาม เราจะนำสิ่งของอะไรมาก็ตามในเขตนั้นเป็นของสงฆ์หรือว่าถ้าใครยึดแผ่นดินของสงฆ์ไว้ เป็นสมบัติ ส่วนตัวละก็ ถือว่า ซวยขนาดหนัก แบบนี้ มีผู้เรืองอำนาจรุกรานสงฆ์ เคยตกนรกขั้นขุมที่ 7 มาแล้ว ขุมนี้หนักมาก รองจาก อเวจีมหานรก เพราะอะไร เพราะ บุกรุกที่ดินของวัด ถึงแม้จะไม่มีเจตนาโกง วัดก็เป็นวัดร้าง แต่ไม่รู้ว่า เป็นวัดร้าง แค่นี้ก็ ตกนรกขุมที่ 7 จะมาอ้างว่าไม่รู้ไม่ เจตนาไม่ได้ มีความผิดหมด หรือว่า มีไม้ลอยมาหน้าบ้าน เราเห็นว่า ไม่มีเจ้าของ เอาเข้ามาทำฟืน แต่ถ้าไม้นั้นมาจากวัด ก็เป็นไม้ของสงฆ์ไปเอาเข้ามันก็บาป ต้นหญ้าต้นฝาง ที่มันอยู่กลางทุ่งสถานที่นั้นอาจ จะเคยเป็นวัดมาก่อนก็ได้ เขาเคยถวายเป็นของสงฆ์ แต่ว่า สภาพของวัดมันสูญไป ของที่อยู่ในนั้นทั้งหมด แม้แต่แผ่นดิน ก็ยังเป็นของสงฆ์ เราไปเอาต้นไม้ต้นเดียวมาก็บาป แล้วโทษของสงฆ์ หนักมาก เรียกว่า ขั้นอเวจีขั้นเดียว มีระดับเดียว ระดับอื่นไม่มี 
หลวงพ่อปานท่านก็ชวนชาวบ้านชำระหนี้สงฆ์ว่า ใครจะชำระหนี้สงฆ์บ้าง ด้วยจำนวนเท่าไหร่ก็ตาม เอามารวมกัน แล้วประกาศต่อหน้าสงฆ์ ขอชำระหนี้สงฆ์ คือ วัดร้างที่ปรากฏมีเป็นวัดก็ตาม หรือไม่ปรากฏเป็นวัดก็ตาม วัดที่มีพระก็ตาม วัดไหนก็ได้ ทำไปโดยเจตนาว่ารู้ว่าเป็นของสงฆ์ก็ตามไม่รู้ก็ตาม แต่สิ่งเหล่านั้น ย่อมไม่ทราบค่าราคาของ ถือว่าเป็นของเล็กน้อย ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอชำระหนี้สงฆ์ด้วยเงินเท่านี้ ถ้าพระสงฆ์ทั้งหลายเห็นสมควร ก็ขอให้พร้อมกัน ถ้าพระสงฆ์ทั้งหลาย ไม่ เห็นสมควรก็ขอให้นิ่งอยู่ ถ้าพระหมดสาธุพร้อมกัน เป็นอันว่าใช้ได้ ชำระกันแบบนี้ทุกปี ท่านบอกว่า ค่อย ๆ ทำไป เรื่องนี้ มันเป็นเรื่องหนัก 
ในเมื่อพระสงฆ์สาธุ ท่านจะมอบเงินจำนวนนั้นเป็นสมบัติของสงฆ์ เป็นสิทธิของสงฆ์ที่พึงใช้ จะใช้ได้ก็ต้องเอาเงินจำนวน นั้นไปใช้ในการก่อสร้าง หรือบำรุงสงฆ์ ท่านทั้งหลาย อาจสงสับว่า ของต่าง ๆ ที่เป็นสิ่งก่อสร้างก็ดี วัสดุเครื่องใช้ต่างๆ ก็ดี หรือต้นไม้ใบหญ้าก็ดี ของที่อยู่ในวัดทั้งหมด ถ้าหากรื้อหรือนำไปใช้แล้ว เกิดชำรุดเสียหาย ทำไมเราจะต้องสร้างแทนของเดิม ทั้งนี้เพราะทรัพย์สินต่างๆ ที่เขาสร้างไว้ในวัด เขาไม่สร้างให้พระองค์ใดองค์หนึ่ง เขาสร้างถวายบูชาพระพุทธเจ้า คำ ว่าของสงฆ์นี่น่ะ ต้องหมายถึง พระพุทธเจ้าเป็นประธาน เป็นของส่วนกลาง ไม่มีใครหรอกที่จะถือสิทธิ์ว่า เป็นของฉันจะมาชี้ว่า สมบัตินี้เป็นของฉัน เป็นของส่วนตัว ถ้าทำอย่างนั้น จะต้องลงนรกหมด เรื่องนรกนี้ เขาไม่เว้นใครหรอก 
ของในวัดก็เหมือนกัน ถ้าพระองค์ใดปลูกไว้ถ้าเขาสึกแล้วก็ตามเขาตายแล้วก็ตาม ของเหล่านั้นเป็นของสงฆ์ถ้าว่าเขาตาย หรือสึกไปแล้ว พระองค์ใดองค์นหนึ่ง จะถือเป็นทายาทกันเองก็ดี ใช้เองก็ดี ทำอย่างนั้นไม่ได้ เพราะเป็นของสงฆ์เสียแล้ว เวลาจะกินจะใช้ต้องประชุมสงฆ์ ต้องลงมติอนุมัติจึงถือว่าไม่เป็นโทษ 
ก็มีตัวอย่างเรื่องหนึ่ง เมื่อไม่นานมานี้ มีพระองค์หนึ่ง ชื่อ พระอาจารย์ทิม สำหรับอาจารย์ทิมนี่ รุ่นเดียวกัน อยู่ที่สุพรรณบุรี เป็นนักก่อสร้าง พระองค์นี้เป็นพระดีมากระเบียบวินัยก็ดี เจริญสมถภาวนาก็ดี แต่ว่าโทษมันมีอยู่อย่างหนึ่งแกป่วยครั้งหลังสุด กำลังก่อสร้างโบสถ์ สตางค์ส่วนตัวแกไม่มี หมอเขาบอกว่า ต้องต้มยาหม้อในราคา 60 บาท ท่านก็เลยขอยืมเงิน ที่เขาสร้างโบสถ์ก่อน ฉันหายแล้ว เวลาใครเขาเอาเงินมาถวายก็จะใช้คืน 
พอปี 2508 ดันตายเสียได้ “ไอ้เงิน 60 บาท ดันเป็นพิษ พระทิมไปนั่งจ๋อที่นักพระยายม” เวลาทุ่มเศษๆ กำลังนอน สบายๆ เห็นเทวดาองค์หนึ่ง เป็นพวกวชิระ มายืนปลายเท้า กราบ กราบ 
ถามว่า “มาทำไม” เขาบอกว่า “ท่านใหญ่ให้นิมนต์ไปพบครับ” 
เลยบอกว่า “แกไปข้างหน้าฉันตามไป” 
ตามไป หน่อยเดียวแกบอกว่า “เดี๋ยว ผมต้องไปตามอีก 2 องค์ แกไปตามอีก 2 องค์ “
เราก็ตรงไปพอถึงก็พบท่านทิม อยู่ที่ สำนักพระยายม จึงถามว่า “ไง….มานั่งอยู่ที่นี่เล่า” 
แกก็บอกว่า “เป็นหนี้สงฆ์อยู่ 60 บาท “
ถามว่า “คนอย่างแกเป็นหนี้สงฆ์ด้วยเรอะ” แกบอก “เป็นหนี้ตอนใกล้ตาย เพราะหมอที่สั่งยามาให้ แต่ไม่มีเงิน ทุ่มเทเอาไปสร้างโบสถ์หมด ไอ้เงินส่วนตัวจริงๆ นี่เรียกว่า ตามอัธยาศัยมันไม่เหลือ ก็เอาเงินส่วน นี้เขาไปซื้อยา “
จึงเข้าไปถามลุง (พระยายม) ถามลุงว่า “ยังไงนี่” 
ลุงบอกว่า “ยังไม่ว่าไง เดี๋ยวค่อยว่า คอยอีกสององค์ก่อน ยังไม่สอบสวน ” 
ถ้าสอบสวนไม่ได้ ของสงฆ์นี่หนักมาก ปิดปากเลย ถ้ากรรมดีละก็หนัก ปิดปาก กระเบื้องอันเดียวกันปิดปากเลย เรื่องบุญนี่ พูดไม่ได้เลย 
พออีกสององค์ไปถึงเรียบร้อยแล้ว ท่านก็เรียกอาจารย์ทิมเข้าไปถามว่า “ท่านเองเงินสงฆ์ไปใช้ 60 บาท ใช่ไหม” ท่านตอบว่า “ใช่” ไปใช้เพื่ออะไร” บอกว่า “มันป่วย หมอเขาสั่งยามา “
จิตคิดอย่างไร” จิตคิดว่า ถ้าใครเขาเอาเงินมาถวายก็จะชำระหนี้สงฆ์ แต่นี่ยังไม่ทันชำระใช่ไหม” แกตอบว่า “ใช่” แล้วท่านถามว่า “จะว่าอย่างไร” ท่านบอกว่า “ไม่มีเรื่องจะว่า” 

ลุงพุฒ ท่านก็หันมาถามพวกเราว่า “ท่าน 3 องค์จะว่าอย่างไร” บอกว่า “ยังมีเรื่องว่าอยู่” “ว่ายังไงล่ะ” “ทำอย่างพระองค์นี้จะต้องไปเป็นพรหม เขาได้ฌานสมบัติ ควรจะไปเป็นพรหม” 
ท่านก็เลยบอกว่า “เวลาตายก่อนจะดับจิต อารมณ์อยู่ในฌานฌานยังตั้งไม่ได้” 
เลยถามว่า “ไอ้เรื่องนี้พอจะอภัยกันได้ไหม” 
ท่านก็เลยบอกว่า “ของสงฆ์อภัยให้กันไม่ได้ มันต้องชำระหนี้สงฆ์” 
ก็บอกว่า “ต้องสร้างพระพุทธรูป 1 องค์ หน้าตัก 12 นิ้ว” 
เราเลยบอกว่า “เรื่องเล็ก เอาสัก 10 องค์ก็ยังได้” ท่านบอกว่า “องค์เดียวพอ” 
แล้วพระอีกสององค์ท่านก็รับไปคนละองค์ รวมเป็น 3 องค์ เราบอกว่า “อย่างนี้ ฮ้อ ตกลง” ท่านก็เลยบอกว่า “ถ้าอย่างนั้นไปได้ตามผลของความดี” 
ตอนนั้นเลยบอกกับท่านทิมว่า “อย่าเพิ่งไป อยู่ที่นี่ก่อน” 
ถามลุงว่า “การสอบสวนขอพักเดี๋ยวได้ไหม” 
ท่านบอกว่า “ได้” เราก็เลยบอกท่านทิมว่า “จำอารมณ์หนึ่งได้ไหม” 
เขาถามว่า “อะไรล่ะ” ก็เลยบอกว่า “เอกัคคตารมณ์กับอุเบกขาน่ะ” บอก “จำได้” “จำได้ก็ขอไปตามนั้น” 
นั่นมันฌาน 4 ท่านทิม เลยไปเป็นพรหมชั้นที่ 11 ถ้าไปตอนนั้น ก็ไปด๊อกแด๊ก อยู่แค่ กามาวจร ต้องช่วยกระตุกตรงนี้ มัน พ้นตอนที่เรารับปากจะให้ อารมณ์ที่ปิดปากอยู่ก็หมด ลุงพุฒ แกตั้งใจช่วยเลยให้คนมาตาม ไม่ได้ตั้งใจคอยใคร ขนาดมาตามเลยนะ ที่ตามก็มีพระอยู่ 2 องค์ อีกองค์หนึ่ง เป็นพระอยุธยาหนุ่ม เลยละองค์นั้น ตอนนั้น ฉันก็อายุสัก 40 กว่าๆ องค์ที่ อยู่อยุธยา ก็อยู่ในเกณฑ์ 30 เศษๆ แต่ไม่รู้ว่า วัดไหน รูปร่างสูงๆ ดำๆ อีกองค์หนึ่ง รูปร่างหน้าตาดี ไม่รู้อยู่วัดไหน เวลาไป ตามก็มี 3 องค์ เลยเล่นกำไรเสียเลย พระพุทธรูป 12 นิ้ว กับคนที่จะไปพรหม ราคามันไม่เท่ากันใช่ไหม เราสร้างพระ 12 นิ้วเดี๋ยวเดียว ไอ้คนที่บำเพ็ญบารมีเป็นพรหม มันง่ายเสียเมื่อไหร่ล่ะ 
คราวนี้มันก็มีปัญหาอยู่ว่าทำไมท่านจึงเจาะจงมาเอาฉันไปช่วย ถ้าลงได้เป็นแบบนี้ละก้อจะต้องเป็นเครือเดียวกันเป็นพวก เดียวกัน เดินทางแนวเดินกัน อาจารย์ทิมกับฉันรู้จักกันมานาน ตั้งแต่ ตอนบวชอยู่ใหม่ๆ ส่วนอีก 2 องค์ไม่รู้ว่า เขารู้จักกัน มาเมื่อไหร่ แต่ทั้งสององค์นั้น บ้าๆ บวมๆ เหมือนกัน เงินส่วนตัวไม่มี ฉันถามอีกองค์หนึ่ง ที่รูปร่าง หน้าตาดี ๆ บอกว่า อยู่สิงห์บุรี จากนั้นฉันก็ไม่ได้สนใจ ถามถึงปฏิปทา เขาก็บอกว่า ผมกับท่าน บ้า ๆ บวมๆ เหมือนกัน สตางค์ไม่เหลือ อาจารย์ ทิม ก็บ้าเหมือนกัน แต่ดันบ้าตายก่อน มันจะลงนรก เราให้ลงไม่ได้ ทีนี้วิธีกระตุ้นๆ นิดเดียว ถ้าบอกว่า อาจารย์ทิม เริ่มนั่งเข้าฌานละก็ซวยเลย ใครจะไปเข้าฌานได้ยังไง เขาต้องถามถึงอารมณ์ เดิมนิดเดียว ถามว่าจำอารมณ์หนึ่งได้ไหม เอกัคคตา กับ อุเบกขา 
บอกจำได้เท่านี้ก็พอแล้ว จำได้เป็นฌาน 4 สภาพก็เป็นพรหม ตัวแกก็เป็นพรหมแจ๋ว เลยบอกไปตามอัธยาศัย ข้าจะกลับวัด เดี๋ยวลูกศิษย์ข้าคอย ที่เล่าให้ฟังนี่ มันเป็นเรื่อง ของผู้ที่ไม่มีเจตนาโกงเงินสงฆ์ ไอ้พวกที่มีเจตนาโกง ไม่มีทางช่วย เรี่ยไร มา 10 บาท เอาของเขาไปใช้ 9 บาท 90 สตางค์ อีก 10 สตางค์ ก็เอาเข้ากระเป๋าอย่างนี้ ลงอเวจีมหานรก 
ของสงฆ์นี่ แม้แต่กระเบื้องแตก ๆ ก็เก็บไม่ได้ ของที่สงฆ์เขาไม่ใช้ แล้วเห็นว่า มันดีนี่เอาไปบ้านหน่อย อย่างนี้ เอวังตกดัง ตูม อเวจี และก็มีอีกเรื่องหนึ่ง 
ในสมัยของพระพุทธเจ้า ทรงพระนามว่า พระวิปัสสีทศพลสมัย พระวิปัสสีนั้น มีพระอยู่ 4 องค์ เวลานั้น ข้าวยาก หมากแพง ฝนแล้งไม่ตกตามฤดูกาล ข้าวที่บ้านเขาอาจจะมีมาก แต่ว่าข้าวที่วัดมีน้อย พระพวกนั้นมีเพื่อนมาหาข้าวที่จะกินเข้าไปมัน ไม่พอข้าวส่วนตัวไม่มี ก็มีข้าวสารของสงฆ์ ไปนำข้าวสารของสงฆ์มา เมื่อได้ข้าวสารของสงฆ์มาคนละทะนานแล้ว ก็มาหุง เลี้ยงเพื่อนคิดในใจว่า ถ้าเราได้ข้าวสารมาใหม่เราก็จะชำระหนี้สงฆ์ คือว่าเราจะใช้หนี้ให้ แต่ในเมื่อยังไม่ทันจะใช้หนี้พระ 4 องค์นั่นก็ตาย ตายทั้ง ๆ ที่ยังมีเจตนาว่า จะชำระหนี้ แต่ก็ยังไม่ได้ชำระ 
ตายแล้วไปไหน ปรากฏว่า ไปไหม้อยู่ในอเวจีมหานรก สิ้นพันปีนรก เมื่อพ้นจาก อเวจีมหานรกแล้ว ก็ตกนรกบริวารผ่านมา 4 ขุมแล้วก็ยมโลกีนรกอีก 10 ขุมมาเป็นเปรต เปรตนี้จัดเป็น 12 ระดับ ระดับที่ 1 ถึงระดับที่ 11 ไม่มีโอกาสจะได้โมทนา บุญของชาวบ้านที่ทำให้ ระดับที่ 12 ที่เรียกว่า ปรทัตตูปชีวิเปรต ตอนนั้นมีโอกาสในระหว่างที่เป็นเปรตระดับที่ 1 ถึงที่ 11 ก็พบพระพุทธเจ้าหลายองค์ 
ถามท่านว่า เมื่อไหร่ข้าพระพุทธเจ้าจะได้กินข้าว กินน้ำเสียที เห็นน้ำเข้าวิ่งไปน้ำก็หายกลายเป็นทะเลเพลิง เห็นข้าวอยากจะกิน วิ่งเข้าไป ก็ปรากฏว่า เป็นทรายแล้วก็เป็นไฟลุก กินไม่ได้ พระพุทธเจ้าแต่ละองค์ ก็ทรงพยากรณ์ว่า เมื่อไรพระพุทธ เจ้า ทรงพระนามว่า พระสมณโคดม อุบัติขึ้นในโลก ในตอนนี้แหละญาติของเจ้าชื่อว่า พระเจ้าพิมพิสารจะบำเพ็ญกุศลแล้ว เธอหมดทุกคน ได้รับโมทนา ก็จะพ้นทุกเวทนาเสียที เปรตทั้งหลายเหล่านั้นคอยกันมานาน 
จนกระทั่ง เมื่อพระพุทธเจ้า ทรงอุบัติ พระเจ้าพิมพิสารถวาย พระเวฬุวันมหาวิหาร แล้วก็ถวายทาน แก่พระพุทธเจ้า พร้อม ด้วยพระสงฆ์ทั้งหมด เมื่อถวายทานแล้ว ก็ไม่ได้กรวดน้ำ ไม่ได้กรวดซีเพราะไม่รู้ ตอนนั้นมันเป็นการทำบุญคร้งแรกยังไม่ รู้ว่า ทำบุญแล้วกรวดน้ำกันได้ผล 
เปรตทุกคนที่คอยอยู่ ก็นั่งตั้งท่าจะโมทนา เห็นพระเจ้าพิมพิสารไม่กรวดน้ำให้ ก็เดือดร้อน กลางคืนเข้ามา ในพระราชนิเวศน์ พระเจ้าพิมพิสาร ก็ไม่เห็นตัว เป็นพระโสดาบัน แต่ท่านไม่เห็นตัว ก็เลยร้อง เมื่อร้องขึ้นมา พระเจ้าพิมพิสารก็ตกใจ แปลกใจว่า เสียงอะไรไม่ทราบมาร้องกึกก้อง ในเมื่อพระเจ้าพิมพิสาร ตกใจในตอนเช้าก็ไปหาพระพุทธเจ้าไปถามว่าเมื่อ คืนนี้ไม่รู้เสียงอะไร มันร้องกรี๊ดกร๊าดๆ ในพระราชฐาน ไม่เคยได้ยิน
พระพุทธเจ้าก็เล่าความนั้นให้ทราบ พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า เปรตเป็นญาติของพระองค์ต้องการโมทนาบุญ เมื่อวานนี้พระองค์ทรงทำบุญแล้ว ไม่ได้กรวดน้ำอุทิศให้ คำว่า อุทิศ แปลว่า เจาะจง นะอุทิศนี่นะ เขาแปลว่า เจาะจงให้เฉพาะ พระเจ้าพิมพิสาร จึงได้นิมนต์พระพุทธเจ้า พร้อมด้วยพระสงฆ์ทั้งหมด ไปฉันอาหารในพระราชนิเวศน์ ตอนนี้เมื่อพระพุทธเจ้า ฉัน เสร็จก่อนจะโมทนา พระเจ้าพิมพิสารก็กรวดน้ำ 
ใช้คำว่า อิทังโนญา ตีนังโหตุ แปลเป็นใจความว่า ขอผลทานนี้ จงสำเร็จแก่ญาติของข้าพเจ้า เท่านี้นะละ การกรวดน้ำ ครั้งแรกเปรตทั้งหลายเหล่านั้น ตั้งท่าคอยอยู่แล้ว ได้รับโมทนา เมื่อได้โมทนา แล้วร่างกายทิพย์หมด มีความอิ่มเอิบ มีความสวยสดงดงาม ร่างกายเทวดา แต่ว่า เป็นเทวดาชีเปลือย ไม่มีเครื่องประดับ ไม่มีผ้านุ่ง เพราะอะไร เพราะว่า ในสมัย ก่อนเมื่อจะตาย ไม่ได้เคยทำบุญ ถวายผ้าผ่อน ท่อนสไบ ไว้ในพุทธศาสนา เมื่อร่างกายสวย แต่ไม่มีเครื่องประดับ ไม่มีเสื้อผ้า ไม่มีกางเกง นี่มันก็แย่เหมือนกันก็เดือดร้อน ตอนกลางคืนจึงเข้ามาหาพระเจ้าพิมพิสาร แสดงตัวให้ปรากฏ แต่ว่าตอน ยืนน่ะ สงสัยนะว่า จะยืนหันหลังให้ คงไม่ยืนหันหน้าหรอก คงจะอายเหมือนกัน พระเจ้าพิมพิสาร แปลกใจว่า คนอะไรสวยก็สวย แต่แก้ผ้าไม่มีเสื้อไม่มีผ้า 
ตอนเช้าไปหาพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าท่านก็บอกว่า พวกเปรตพวกนั้นแหละเป็นเทวดา แต่ไม่เคยถวาย ผ้าไตรจีวรไว้ใน พุทธศาสนา เพราะอาศัยบารมีที่พระองค์ให้อาหารเป็นทาน เขาก็มีแต่ร่างกายสวยงามผ้าจึงไม่มี พระเจ้าพิมพิสาร ถามว่า ทำไมเขาจึงจะได้ผ้า ท่านก็บอกว่าต้องถวายไตรจีวรแก่พระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาแล้ว ก็อุทิศส่วนกุศลให้เขาจะได้เครื่อง ประดับอันเป็นทิพย์ พระเจ้าพิมพิสารก็ทำอย่างนั้นแต่ พอได้เครื่องประดับแล้ว เทวดาก็มาแสดงตัวให้ปรากฏแล้วนับตั้งแต่ วันนั้นเป็นต้นมา ก็เลยไม่รบกวนอีก 
นี่เล่าถึง เรื่องของสงฆ์ ให้ฟังนะว่า มีเจตนาขอยืม ยังมีโทษขนาดนี้ แต่ถ้าหากว่า เราไปเอามา โดยไม่ขอยืม มันจะมีโทษ ขนาดไหน 
และอีกเรื่องหนึ่ง กากะเปรต สมัยที่เกิดเป็น กา แย่งข้าวในขันที่เขานำไปจะถวายพระ ข้าวสุกนั้นเขา นำไปยังไม่ถึงพระ ยังไม่ใช่ของสงฆ์ จะถือว่าเป็นของชาวบ้านก็ไม่ได้ เพราะเขาตั้งใจถวายสงฆ์แล้ว กรรมเล็กน้อยเพียงเท่านี้ตายแล้วไปลง อเวจี แล้วถามมาเกิดเป็นเปรต 
ผู้ถาม : หลวงพ่อครับ คนที่กินข้าวที่พระอนุญาตแล้วทำไมถึงตกนรก และพระที่ให้ก็ต้องตกนรกด้วยครับ 
หลวงพ่อ : “ถ้าอาหารที่พระให้ ต้องเป็นของที่ญาติโยมถวายเฉพาะองค์นั้นไม่มีโทษแน่ แต่ที่เป็นอย่างนี้ ต้องเป็นอาหาร ที่ เขาถวายเป็นส่วนกลาง คือ เป็นของสงฆ์ ของสงฆ์นั้นพระองค์ใดองค์หนึ่งไม่มีสิทธิ์ให้นอกจากสงฆ์จะประชุมตกลงให้พระ องค์นั้น เป็นผู้จ่ายแทนสงฆ์ ตัวอย่างของสงฆ์เช่น อาหารวันพระที่มี ข้าวใส่บาตรเหลือมากๆ แล้ว ทายกใส่ถ้วยเอาไปบ้าน โดยที่คณะสงฆ์ ไม่มีส่วนรู้เห็น อย่างนี้ แม้แต่เจ้าอาวาสเอง ยังไม่มีสิทธิ์ให้ตามลำพัง 
บางทีกินอาหาร ที่พระฉันเหลือ ถ้าพระอนุญาตแล้ว ไม่มีโทษ (สำหรับญาติโยมที่ไปในงาน ทางวัดเขาตั้งใจเลี้ยงก็ไม่เป็นไร) แต่บางท่านก็หยิบของที่พระฉันแล้วเอามาเฉย ๆ บางท่านก็ขอเอาดื้อๆ ให้หรือไม่ให้ก็ตาม ออกปากขอ แล้วยกไปเลย พระยังไม่ทันอนุญาต ท่านทายกประเภทนี้ ท่านช่วยยก คนที่กินกับท่าน ลงอเวจีแบบสะดวก เมื่อจะขอต้องดูว่า อาหารมาก ไหมถ้ามากจนเหลือเฟือ ก็ขอให้พระท่านให้ ตามความพอใจของท่าน เพราะท่านอาจจะมีกังวล นำอาหารไปให้ใคร ที่ท่าน มีภาระต้องเลี้ยง ถ้าถือเอาตามความพอใจ ก็ต้องถือว่า แย่งอาหารจากพระมีโทษ 100 เปอร์เซ็นต์ 
และ อาหารถวายพระพุทธรูป ก็เหมือนกัน อาหารประเภทนี้ ดูเหมือนจะเป็นเหยื่อล่อให้ทายกลงอเวจี สะดวก สบายมาก อาหารที่เขานำมาวัด เขาตั้งใจถวายพระสงฆ์ การนำไป ถวายพระพุทธรูปนั้น เป็นความดี เพราะเป็น พุทธานุสสติ ด้วย เป็น พุทธบูชา ด้วย แต่อาหารประเภทนี้ ไม่จำเป็นต้องใช้มาก เพราะ พระพุทธรูป ไม่ได้ฉัน ท่านจะฉัน หรือไม่ฉัน ก็ตาม อาตมาคิดว่า ทายกทายิกาไม่มีสิทธิ์จะกิน หลายวัดหรือส่วนใหญ่ ทายกมักจะเอาอาหารดีๆและมากๆ ไปทุ่มเทถวาย พระพุทธรูป 
เมื่อพระฉันเสร็จแล้วต่างก็ยกเอามากิน ตอนนี้ไม่ถูกด้วยประการทั้งปวง ต้องเอาไว้ถวายพระตอนเพลจึงจะถูก ทายก ทายิกาได้ เฉพาะอาหารที่เหลือเดนจากพระฉันเท่านั้น ไม่มีสิทธิ์สถาปนาตนเอง เป็น “ลูกศิษย์พระพุทธรูป” แต่ประการ ใด 
รวมความว่า ของที่ถือว่าเป็นของสงฆ์นั้น คือ ของในวัดทุกประเภท ที่เขาภวายเป็นของสงฆ์แล้ว แม้แต่ ดอกไม้ ผลไม้ ในวัด เศษไม้ที่คิดว่า ทำอะไร ไม่ได้แล้ว เอามาทำฟืนบ้าง ทำอย่างอื่น เล็ก ๆ น้อย ๆ บ้างจง อย่าคิดว่า ไม่ทำบาป แม้แต่ เศษกระเบื้องที่ทิ้งแล้ว ก็เป็นของสงฆ์ มีผลเสมอกัน เว้นไว้แต่ ดอกไม้ ผลไม้ ที่พระหรือท่านผู้ใดปลูกในวัดถ้าท่านเจ้า ของยังอยู่ในเขตวัดนั้น และท่านอนุญาต อย่างนี้เอามาได้ไม่บาปด้วย ท่านเจ้าของมีสิทธิ์สมบูรณ์ ให้ได้ รับมาได้ ไม่มีโทษ ถ้าท่านผู้ปลูก ออกไปจากวัดนั้น หรือตายไปแล้ว ของนั้นเป็นของสงฆ์โดยตรง ไปเอามา มีโทษตามกำลังบาป ขโมยของสงฆ์ 
และอีกประการหนึ่ง วัดร้างที่ไม่มีพระอยู่ แต่มีสภาพเป็นวัด ถ้าเราไปนำมานิดเดียว แม้แต่ต้นหญ้าต้นเดียว เขาถือว่า เป็น หนี้สงฆ์ อันนี้อันตรายมาก สมัย หลวงพ่อปาน ท่านก็แนะนำ ให้คนชำระหนี้สงฆ์ บาทสองบาท สลึงสองสลึง บางคน ไม่มี เงิน เอามาทำงานแทน ทำอะไรก็ได้ ไม่บังคับ คือ ดายหญ้าก็ตามไม่เอา ค่าแรง” 
ผู้ถาม : “แล้วเรื่องพระชำระหนี้สงฆ์มีความเป็นมาอย่างไรครับ..?” 
หลวงพ่อ : “เรื่องมันเป็นอย่างนี้ ฉันไปที่ศรีราชาญาติโยมเขาถามเรื่องชำระหนี้สงฆ์ ถ้าหลายๆชาติมาเราไม่รู้อะไรมาบ้าง ถามว่า จะถามอย่างไร ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน พอตอบไม่รู้ ก็เห็นพระ ท่านลอยมา ท่านบอก “ถ้าจะชำระให้ครบถ้วน เป็น เงินเท่าไรก็ไม่พอให้สร้างพระพุทธรูปหน้าตัก 4 ศอก” 
พระหน้าตัก 4 ศอก ถือว่า เป็นพระประธานมาตรฐาน ท่านบอกว่า “พระพุทธรูปนี่ ไม่มีใครตีราคาได้ ใช้ในการชำระหนี้สงฆ์ หนี้สงฆ์ที่แล้วๆมาถือเป็นการหมดไป” 
ฉันพูดแล้ว ก็กลับมาวัด ต่อมาพวกนั้น ก็ถามใหม่ว่า “สร้างพระองค์เดียวได้คนเดียวหรือกี่คน” ฉันก็ไม่รู้อีก ซิ ก็นึกถึงท่าน ท่านก็มาใหม่ ท่านก็บอกว่า 
“ถ้าไม่ปิดทองได้คนเดียว ถ้าปิดทองครบถ้วนได้ทั้งคณะ” 
คำว่า “คณะ” หมายความว่า บุคคลหลายคนก็ได้ ตัดบาปเก่า ถ้าสร้างใหม่ เอาอีกนะ สร้างหนี้ใหม่ต่อ เป็นหนี้ใหม่ เหมือน กันนะ 
ผู้ถาม : “ถ้าหากถามว่า เรามีสตางค์น้อย แล้วถวายพระจะได้ไหมครับ…?
หลวงพ่อ : ถ้าเรามีสตางค์น้อยๆ ก็ใส่ซองเขียนหน้าซองว่า ชำระหนี้สงฆ์” คือว่า ไม่ได้จำกัด ทำไปเรื่อย ๆ ให้สบายใจ บาท สองบาทตามกำลังที่จะพึงทำได้ เขาไม่ได้เกณฑ์ว่า จะสร้างพระนี่ เขาถามก็บอก ท่านมาบอก อัตรานี้โละกันเลยนะคือ ไม่ ใช่จะเกณฑ์ให้สร้างพระ เพราะทุนไม่พอใช่ไหม เราก็ทำไปเรื่อย ใจสบาย
มีสตางค์รับเงินเดือนมาทีทำ 5 บาท ใส่ซองถวายพระบอก “ขอชำระหนี้สงฆ์” ท่านไม่รู้ท่านใช้ผิดท่านลงนรกเองไม่ต้อง ห่วง ถ้าไปกินเป็นส่วนตัวละเรียบร้อย 
เงินชำระหนี้สงฆ์ มันมีค่ากว่า เงินสังฆทาน และวิหารทาน
ถ้าไปใช้เป็นส่วนตัวไม่ได้ ต้องใช้เป็นส่วนกลางอันตรายกับพระ แต่ช่างท่านเถอะ ถ้าบวชแล้วอยากโง่ให้ลงนรกไปใช่ไหม” 
ผู้ถาม : ” ถ้ามีญาติโยม เอาเงินไปถวายพระ แต่พระก็เอาเงินไปปลูกบ้านบ้าง ให้ญาติโยม ไปออกดอก ออกช่อบ้าง อยาก ทราบว่าผลบุญที่ลูกได้ทำแล้ว จะมีอนิสงฆ์สมบูรณ์แบบ หรือไม่เจ้าคะ…? “
หลวงพ่อ : “เขาถวายเป็นของสงฆ์ใช่ไหม เขาถวายเข้าไปในวัดใช่ไหม แล้ววัดไม่ได้ทำอะไร แต่คนใน วัดเอาไปปลูกบ้าน เงินนั้นไปที่อื่นใช่ไหม เขาถวายอานิสงส์ มันได้ตั้งแต่ถวาย มีอานิสงส์ครบถ้วน นั่นเขา ครบ 100 เปอร์เซ็นต์เลยนะ คนอื่น เอาไปใช่ไหม อย่าไปยุงกับเขาเลยนะ 
อานิสงส์ได้ ตั้งแต่เริ่มให้ ยิ่งให้ ก็ยิ่งอานิสงส์หนักขึ้น เวลาให้ต้องให้ด้วยตนเองใช่ไหม ขณะที่พระรับก็เกิด ธรรมปีติอิ่มใจ อานิสงส์มันเพิ่ม แต่ว่าคนที่นำเอาไปใช้พิเศษ คนนั้นลงอเวจีแน่” 

คัดมาจากหนังสือธัมมวิโมกข์ ฉบับพิเศษ และหนังสือสมบัติ พ่อให้
ของหลวงพ่อพระราชพรหมยาน วัดท่าซุง อุทัยธานี

by admin admin ไม่มีความเห็น

อุปกิเลสของวิปัสสนาญาณ 10 อย่าง

อารมณ์สมถะละเอียด 10 อย่างที่ควรระวัง ซึ่งไม่ใช่วิปัสสนาญาณแท้ เป็นเพียงญาณโลกีย์ ต่อเมื่อนักปฏิบัติยกจิตเป็นพระอริยเจ้าอย่างต่ำชั้นพระโสดาบันแล้ว อาการ 10 อย่างนี้จะเปลี่ยน โลกุตตรญาณ คือ ความรู้ยิ่งกว่าทางโลก ควรระมัดระวังไม่ให้หลงว่าท่านได้มรรคผล อุปกิเลส 10 อย่าง มีดังนี้
1) โอภาส จิตกำลังพิจารณาวิปัสสนาญาณอยู่ระดับอุปจารสมาธิ ย่อมเกิดแสงสว่างมาก จงอย่าพึงพอใจว่าได้มรรคผล อย่าสนใจแสงสว่าง ให้ปฏิบัติต่อไป
2) ญาณ ความรู้เช่นทิพจักขุญาณ จากจิตที่เป็นสมาธิภาวนา สามารถเห็นนรก สวรรค์ พรหมโลก รู้อดีต อนาคต ปัจจุบัน ได้ตามสมควร เลิกทำต่อไป หลงผิดคิดว่าได้ บรรลุมรรคผล ไม่ใช่อารมณ์วิปัสสนาญาณ ควรระมัดระวังไม่ให้หลงผิด
3) ปีติ ความอิ่มใจ ปลาบปลื้ม เบิกบาน มีขนพองสยองเกล้า น้ำตาไหล กายลอย กายเบา โปร่งสบาย สมาธิแนบแน่น เป็นผลของสมถะ ยังไม่ใช่มรรคผล
4) ปัสสัทธิ ความสงบระงับด้วยฌานสมาธิ ความรู้สึก รัก โลภ โกรธ หลง คล้ายจะไปสิ้น ท่านว่าเป็นอุเบกขาฌานในจตุตฌาน อย่าเพิ่งหลงผิดว่า บรรลุมรรคผล
5) สุข ความสบายกายใจ เมื่ออยู่ในสมาธิ อุปจารฌานระดับสูง หรือ ฌาน 1-ฌาน4 มีความสุขกาย จิต อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนในชีวิต เป็นผลของภาวนา ไม่ใช่มรรคผล 
6) อธิโมกข์ อารมณ์น้อมใจเชื่อโดยไม่มีเหตุผล ไม่ได้พิจารณาถ่องแท้ เป็นอาการศรัทธา ไม่ใช่มรรคผล
7) ปัคคาหะ ความเพียรพยายามแรงกล้าไม่ท้อแท้ต่ออุปสรรค อย่าเพิ่งเข้าใจว่าบรรลุมรรคผลเสียก่อน เป็นการหลงผิด
8) อุปัฎฐาน มีอารมณ์เป็นสมาธิ สงัด เยือกเย็น แม้แต่เสียงก็ไม่ได้ยิน อารมณ์ที่กายกับจิตแยกกันเด็ดขาด เป็นปัจจัยให้นักปฏิบัติคิดว่าบรรลุมรรคผล
9) อุเบกขา ความวางเฉย เป็นอารมณ์ในสมาธิฌาน 4 ต้องระวังอย่าคิดว่าวางเฉยเป็นมรรคผล
10) นิกันติ แปลว่าความใคร่ไม่อาจมีความรู้สึกได้เป็นอารมณ์ของตัณหา สงบไม่ใช่ตัดได้เด็ดขาด อย่าพึ่งเข้าใจว่าบรรลุมรรคผล กิเลสยังไม่หมดเพียงแต่ฌานกดไว้
การปฏิบัติกรรมฐานด้วยตนเองแบบง่ายนี้ เป็นสิ่งสำคัญที่เราปฏิบัติ ก็เพื่อจะกำจัดกิเลส เครื่องร้อยรัดในจิตใจ ให้คนสัตว์ต้องจมอยู่ในวงกลมของการเวียนว่ายตายเกิดนี้ พระพุทธองค์ทรงสอนให้ทุกคนกำจัดสังโยชน์ กิเลสที่ทำให้จิตไม่สะอาด 10 อย่าง มีดังนี้
1. สักกายทิฏฐิ มีความเห็นผิดว่าร่างกายเป็นของเรา ร่างกายขันธ์ 5 มีในจิตและจิตคือขันธ์ 5 เป็นความเห็นไม่ถูกต้อง ทำให้จิตมีความหลงไม่ฉลาด
2. วิจิกิจฉา มีความลังเล สงสัย ในคำสอนของพระพุทธเจ้า พระอริยสงฆ์ โดยคิดว่าไม่ใช่หนทางบรรลุมรรคผล เพื่อความสุขในพระนิพพานจริงบางท่านคิดว่าพระนิพพานสูญสลายไปเลย หรือบาป บุญ ไม่มี นรก สวรรค์ นิพพาน ไม่มี เป็นความเข้าใจผิด อย่างนี้เป็นกิเลส ทำให้เวียนว่ายตายเกิดต่อไป
3. สีลัพพตปรามาส ไม่รักษาศีลจริงจัง ศีล 5 ไม่ครบ ขาดตกบกพร่อง
4. กามฉันทะ มีจิตยินดี พอใจในรูป รส กลิ่นเสียง สัมผัสที่อ่อนนุ่ม รสอร่อย รูปงาม กลิ่นหอม เสียงไพเราะ
5. พยาบาท-ปฏิฆะ มีอารมณ์ผูกโกรธ จองล้างจองผลาญเป็นปกติ ไม่พอใจหรือหงุดหงิดรำคาญ มีอารมณ์ไม่ฉลาด ไม่สะอาด
6. รูปราคะ ยึดถือว่ารูปฌาน เป็นคุณธรรมพิเศษสูงสุด เป็นความเห็นผิด
7. อรูปราคะ ยึดมั่นในฌานที่ไม่มีรูป โดยคิดว่าเป็นคุณพิเศษที่ทำให้หลุดพ้นการเวียนว่ายตายเกิด
8. มานะ มีอารมณ์ถือตัว ถือตน ถือชั้นวรรณะ ถือว่าว่าดีกว่าเขา เลวกว่าเขา เสมอเขา
9. อุทธัจจะ มีอารมณ์ฟุ้งซ่าน คิดวิตกกังวล นอกลู่นอกทางพระนิพพาน
10. อวิชชา มีความคิดว่า โลก และสมบัติของโลกดีน่าอยู่ น่ารักใคร่ พอใจ มีความห่วงใยในร่างชีวิต ร่างกาย มนุษย์ สวรรค์ พรหม เป็นของดีมีสุข เป็นความรู้ไม่จริง เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ยั่งยืน เป็นอนัตตา สูญสลายในที่สุด คนเกิดมาเท่าไรตายหมดเท่านั้น คิดว่าเกิดเป็นคนดี สวรรค์ดี มีความสุข
การที่จะกำจัดเครื่องร้อยรัดสังโยชน์กิเลส 10 อย่างนี้ เคล็ดลับในการปฏิบัติอย่างง่ายที่สุด ถ้าท่านไปเปิดในขรรธวรรค พระไตรปิฏก ที่พระอรหันต์เจ้าทั้งหลายได้รวบรวมไว้ให้ลูกหลานได้ศึกษาว่า พระพุทธองค์ทรงสอนไว้มีมากมาย ชอบใจแบบไหน ก็ปฏิบัติแบบที่ถูกนิสัยของท่าน มีคนถามปัญหาพระพุทธเจ้าว่า กิเลสร้อยแปดพันเก้าทั้งหลายนั้น จะตัดกิเลสทั้งหมดออกจากจิตใจ ตัดด้วยอะไร พระพุทธองค์ตอบว่า ตัดจุดเดียว คือ ขันธ์ 5 รูป ร่างกาย ให้พิจารณาว่า 1. รูปร่างกาย คือ ธาตุ 4 ดิน น้ำ ลม ไฟ 2. เวทนา ความรู้สึก สุข ทุกข์ หนาว ร้อน 3. สัญญา คือ ความจำได้ หมายรู้ 4. สังขาร คือ ความคิดดีคิดชั่ว คิดเฉย ๆ 5. วิญญาณ ระบบประสาททั้ง 5 คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ความเจ็บ ปวดทางประสาท สมอง ไขสันหลัง ทั้งหมดนี้ ไม่ใช่ตัวเรา ตัวเขา ไม่ใช่ของเรา เราก็ไม่ใช่ขันธ์ 5 เราคือ จิตที่มาอาศัยขันธ์ 5 ชั่วคราว ถ้าจิตไม่ผูกพันในขันธ์ 5 อารมณ์นั้นเมื่อไร จิตก็จะพ้นจากกิเลส สังโยชน์ 10 เป็นพระอริยเจ้าทันที ท่านกล่าวว่า ไม่มีอะไรยาก พระอรหันต์ทุกพระองค์ ท่านมีจุดตัดอย่างเดียว คือ ขันธ์ 5 เท่านั้น ที่สอนมากก็เพื่อป้องกันคนชอบสงสัย
สังโยชน์ 10 อย่างนี้พระพุทธเจ้าท่านย้ำให้นักปฏิบัติสนใจให้มาก เพราะ เป็นสิ่งวัดจิตใจว่าสะอาดมากน้อยเพียงใด
ถ้ากำจัดกิเลสได้ตั้งแต่ข้อ 1 ถึง 3 ท่านว่า ผู้นั้นบรรลุพระโสดาบันและพระสกิทาคามี ถ้าตัดได้ 5 ข้อ คือข้อ 1 ถึงข้อ 5 ท่านผู้นั้นบรรลุพระอนาคามี ถ้าตัดได้เด็ดขาดหมดทั้ง 10 ข้อ ท่านผู้นั้นได้บรรลุอรหัตตผล การที่จะบรรลุหรือสำเร็จความมุ่งหมายให้พ้นทุกข์แท้จริง ท่านควรจะรู้จุดมุ่งหมายที่ กำจัดออกจากใจ มีอะไรเป็นจุดมุ่งหมายปลายทางเสียก่อน ไม่ใช่เดาสุ่ม ไม่รู้จุดของกิเลส ท่านให้ตัดง่าย ๆ เป็นข้อ ๆ ไปตั้งแต่ ข้อ 1 สักกายทิฏฐิ นั้น พระโสดาบันมีปัญญาแค่ไม่ลืมความตาย พระสกิทาคามี ก็รู้ตัวว่าชีวิตนี้ตายแน่ มีจุดมุ่งหมายคือพระนิพพาน สักกายทิฏฐิ ของท่านที่เป็นพระอนาคามี คือ เห็นว่าร่างกายเป็นส้วมหรือซากศพเคลื่อนที่ จิตมาอาศัยอยู่ในร่างกายเหม็นเน่าชั่วคราว พระอรหันต์ท่านตัดสักกายทิฏฐิเด็ดขาด คิดว่าร่างกายกับจิตคนละส่วนกัน จิตไม่ใช่ขันธ์ 5 ขันธ์ 5 เป็นสมบัติของตัณหา กิเลส อวิชชา อุปาทาน พระอรหันต์ท่านมีความเห็นว่า ร่างกายไม่มีในเรา เราไม่ใช่ร่างกาย (เราในที่นี้หมายถึง จิต หรืออาทิสมานกาย หรือกายในกาย) ท่านแบ่งแยกเป็นคนละส่วน ไม่มีจิตใยดีในขันธ์ 5 อีกต่อไป จิตเป็นสุขอย่างยิ่ง แม้ยังไม่ตาย ท่านเรียกว่า สอุปาทิเสสนิพพาน คือ ขันธ์ 5 ยังมีชีวิตอยู่ แต่จิตเห็นว่าขันธ์ 5 ไม่ใช่จิต จิตไม่ใช่ขันธ์ 5 แยกกันเด็ดขาด ถ้าขันธ์ 5 พระอรหันต์เสื่อมสลายตายไปจิตท่านก็จะพุ่งตรงเสวยวิมุตติสุขแดนอมตะนิพพาน ท่านเรียกว่า อนุปาทิเสสนิพพาน
จะขอกล่าวถึงอวิชชาเล็กน้อยสำหรับท่านที่ข้องใจ วิชชาแปลว่า ความรู้ อวิชชาหมายถึงความไม่รู้ อะไรคืออวิชชา
คำถามอะไรคือความไม่รู้
ตอบว่า การเห็นว่าร่างกายและโลกนี้น่าอยู่เป็นสุขนี่แหละคือ ความไม่รู้ความจริงของชีวิตว่า ชีวิตร่างกายเต็มไปด้วยความเหนื่อยยาก ต้องทุกข์ทนมีภาระสารพัด จะต้องเอาใจใส่ดูแล
คำถามที่ว่า ใครบ้างหนอที่มีอวิชชา
ตอบว่า ใครก็ตามที่มีความพอใจในความเป็นอยู่ของชีวิต และเหตุการณ์ต่าง ๆ ในโลก มีความพอใจในลาภยศ สรรเสริญ เจริญสุขในทรัพย์สมบัติของโลก มีความรักใคร่ชีวิตตนเอง ครอบครัว อุปาทาน หลงทึกทักเอาว่าเป็นชื่อของเรา ตัวเรา ทรัพย์สมบัติของเราจริง มีจิตผูกพันในชีวิต สิ่งของรอบข้างเป็นของเราตลอดกาล ชื่อว่าท่านมีฉันทะ พอใจ ราคะ มีความกำหนัดยินดีในสมบัติของท่าน เรียกว่าความไม่รู้ หรือความไม่ฉลาด
คำถาม สุญญตา หมายถึงอะไร
ตอบว่า สุญญตา หมายถึงความไม่มีอะไรเหลือเลย เป็นศูนย์ ไม่มีค่าสูญสิ้นหมด สุญญตาเป็นธรรมชาติ เกิดขึ้นเอง แล้วเปลี่ยนแปลงไปแล้ว สลายไปในที่สุด ขันธ์ 5 รูปร่างกาย เวทนา ความรู้สึกทุกข์ สังขาร ความคิดทั้งหลาย สัญญา ความจำทั้งหลาย วิญญาณ ความรู้สึกระบบประสาททั้งหลายในกาย คือ สุญญตา ไม่มีอะไรเหลือ แตกสลายหายไปเป็นสูญ พระอรหันต์ท่านสามารถแยกจิตบริสุทธิ์ ออกจากขันธ์ 5 ได้เด็ดขาด ขันธ์ 5 นั้นก็สูญสลายไปจากจิตบริสุทธิ์ของท่าน พร้อมด้วยตัณหา ความอยาก อุปาทาน ความยึดหมายว่า มีตัวตนเป็นนั่นเป็นนี่(อัตตา) กิเลส ความเศร้าหมองของจิต อวิชชา ความไม่ฉลาดรอบรู้ธรรมชาติของสุญญตา อกุศลกรรม การผิดศีล ดังนี้สมบัติของขันธ์ 5 คือ กิเลส ตัณหา อุปาทาน อวิชชา อกุศล ก็พลอยหายไป จิตเป็นพุทธะ สะอาด สว่าง ฉลาด เป็นผู้รู้ เป็นผู้เบิกบานตลอดกาล ได้ชื่อว่าเป็นผู้เข้าถึงพระนิพพาน

by admin admin ไม่มีความเห็น

จาคะอย่างเดียวไปนิพพานได้ไหม?

วันนี้ก็จะขอนำเอาพระราชจริยาวัตรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งครั้งหนึ่งได้พบกับพระองค์ หลังจากนั้นพระองค์ได้ทรงเขียนหนังสือมาถาม ทรงพิมพ์เองไม่ได้ใช้ใครเขียนมาถามว่า จาคะอย่างเดียวไปนิพพานได้ไหม อันนี้อาตมาก็ได้ถวายพระพรไปว่า จาคะอย่างเดียวไปนิพพานได้ ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะว่าคำว่า จาคะ แปลว่า เสียสละ ถ้าจาคะตัวนี้เรามีกำลังความรู้สึกของใจว่าต้องเสียสละ ยังไปนิพพานไม่ได้ จะไปได้ก็เพียงสวรรค์กามาวจรเท่านั้น ถ้าจาคะตัดคำว่า “เสีย” ออกเหลือแต่ “สละ” อย่างนี้มีกำลังใจเข้มแข็งยังไปนิพพานไม่ได้ ไปได้แค่พรหมโลก ถ้าจาคะกำลังใจเหลือคำว่า “ละ” คำเดียวอย่างนี้ไปนิพพานได้

ความจริงการถวายพระพรไม่มีคำอธิบาย เพราะว่าทราบอยู่ว่าพระปรีชาสามารถ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีมากจึงถวายพระพรไปด้วยคำย่อๆ เพียงเท่านี้ก็สามารถเข้าพระทัยได้ดี อาตมาไม่เคยดูถูกดูหมิ่นปัญญาของท่านว่าท่านถ้าพูดเท่านี้ท่านจะยังไม่รู้ แต่ความจริงแล้วอาตมาทราบดี ว่าปัญญาความสามารถดีกว่าอาตมามาก พระราชจริยาวัตรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งยากที่บุคคลภายนอกจะพึงรู้ได้โดยง่ายเพราะว่าเรื่องภายในไม่มีใครเขารู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องที่ปรากฏในน้ำพระทัยของพระองค์ในใจ ความรู้สึกอย่างนี้รู้กันไม่ได้แม้แต่คนใกล้ชิด นอกจากพระองค์จะทรงตรัสออกมาเท่านั้น

แต่ทว่าที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงไต่ถามมามักจะทรงตรัสว่า ผมไม่รู้จะไปถามใคร เวลาถามใครๆ เขาก็นิ่งหมดเขาไม่โต้ตอบ พระองค์อื่นบางทีถามท่าน ถามคำท่านก็ตอบคำ บางทีถาม ๓ คำ ท่านก็ตอบ ๓ คำ ก็มีหลวงพ่อองค์เดียวที่โต้กันไปโต้กันมาไม่ยอมละ ถ้าอะไรเป็นเหตุเป็นผลก็ไม่ยอมลดจนกว่าเรื่องนั้นจะขาวกระจ่าง จึงได้ถวายพระพรว่า พระองค์อื่นท่านมีอัธยาศัยนิสัยดี มารยาทดี จึงไม่ต่อล้อต่อเถียง ต่อพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นประมุขของชาติ ของประเทศ สำหรับอาตมานี้ถ้าพูดกันแบบชาวบ้านเขาเรียกกันว่า คนทะลึ่ง เป็นอันว่าอะไรก็ตามที่ถ้ายังไม่ขาวกระจ่างก็ต้องพูดกันให้รู้เรื่อง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการสั่งสนทนาอาตมาก็ชอบราชาศัพท์ ชอบศัพท์ภาษาลูกทุ่ง พระองค์ก็ทรงตรัสว่า ผมก็ชอบลูกทุ่งเหมือนกันขอรับ การคุยภาษาลูกทุ่งกับพระองค์จึงคุยกันได้นานพระองค์ชอบ อาตมาก็ชอบ โดยมากถ้าจะให้ใช้ราชาศัพท์ประเดี๋ยวก็เข้ารกเข้าป่าไป เพราะอะไร เพราะใช้ไม่เป็น เป็นพระป่าพระดง

คำว่า จาคะ ตัวนี้ถ้าเป็นกรรมฐานเรียกว่า จาคานุสสติกรรมฐาน แปลว่า นึกถึงทานการบริจาค ในการที่จะสงเคราะห์บุคคลอื่นให้เป็นสุขไว้เสมอ จิตใจนึกอย่างเดียวว่าเราจะเป็นผู้ให้ จะทิ้งอารมณ์ที่นึกว่าเราจะเป็นผู้แย่งคือว่าแย่งหรือว่าโกงทรัพย์สินของบุคคลอื่นมาเป็นของตน อันนี้ไม่มีในจิตใจของเรามีอารมณ์นึกอย่างเดียวว่าเราต้องการให้เท่านั้นคือให้ให้เขามีความสุข

สำหรับอารมณ์ที่เราจะให้นี้ต้องแบ่งเป็น ๓ ขั้น ตามที่กล่าวมา

ถ้าให้ด้วยการเสียสละ เป็นปัจจัยให้เกิดบนสวรรค์ หรือว่าถ้าจะว่ากันยังไม่ตาย ก็เป็นปัจจัยให้เกิดความรักแก่บุคคลผู้รับ เมื่อเรามีความรักมากเราก็มีความสุขมาก ไปไหนก็มีแต่รอยยิ้มแย้มแจ่มใสมีความเคารพซึ่งกันและกัน แสดงความเอื้อเฟื้อซึ่งกันและกัน นี่จาคะตัวต้นให้ผลปัจจุบันในชาตินี้มีความสุข ถ้าตายจากชาตินี้ไปแล้วก็ไปสวรรค์ ทั้งนี้เพราะอะไร เพราว่ายังมีคำว่าเสียดายอยู่มาก เสียสละจิตใจมันยังดึงจัด ต้องใช้กำลังสูงจึงจะดึงออกได้

ถ้ากำลังสูงยิ่งไปกว่านั้น คำว่าเสียหายไปใจคิดว่าเราสละเพื่อความสุขส่วนใหญ่ ของนี้เป็นของนอกกาย แต่เราไม่จำเป็นต้องใช้ สิ่งใดที่มันเหลือกินเหลือใช้ที่พอจะแบ่งกันได้ เราจะให้เขาด้วยความสุข จิตใจยึดอารมณ์อย่างนี้เป็นปกติจนกระทั่งอารมณ์ทรงตัว เรียกว่า ได้ฌานในจาคานุสสติกรรมฐาน เวลาให้ใจก็สบาย สละไปเสีย ของประเภทนี้ไม่หวังผลในการตอบแทน

สำหรับข้อต้นที่เสียสละนั้นยังหวังผลในการตอบแทน เราให้เขาแล้วก็คิดว่าสักวันหนึ่งข้างหน้าถ้าเราขัดข้องเขาคงจะให้เราบ้าง อาการอย่างนี้เรียกว่า เสียสละ จิตยังดึงอยู่มากยังมีความเสียดาย กำลังใจประเภทนี้จึงชื่อว่ากำลังใจยังอ่อนอยู่ สมเด็จพระบรมครูจึงทรงตรัสว่า ยังไปนิพพานไม่ได้ ไปได้แค่สวรรค์ พรหมก็ยังไปไม่ได้

พอขั้นที่ ๒ เข้ามาถึงจุดเรียกว่า สละ คำว่า “เสีย” หายไป คำว่า “สละ” นี่กำลังใจเข้มแข็งยิ่งขึ้น เราสละทรัพย์สินส่วนนี้เพื่อประโยชน์ส่วนใหญ่ ไม่มีกำลังใจหวังผลจะตอบแทนแต่ประการใด ให้เพื่อเป็นการเชิดชูบำรุงความสุขแก่ท่านผู้นั้นตามกำลังที่เราจะพึงทำได้ เรามีมากให้มาก มีน้อยให้น้อย ตามที่จะให้ได้ ไม่ใช่ให้หมดตัว การที่จะให้นี้องค์สมเด็จพระชินสีห์กล่าวว่า ต้องพิจารณาเสียก่อนว่าให้แล้วเราไม่เดือดร้อนจึงควรให้ ถ้าให้เขาไปแล้วเราเดือดร้อนเพราะสิ่งทั้งหลายเหล่านั้นจำเป็นจะต้องกินต้องใช้ตามกาลเวลา อย่างนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธะเจ้าก็ทรงตำหนิ ว่าการให้อย่างนั้นเป็นความทุกข์จัดว่า เป็นการเบียดตนเกินไป สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาไม่ทรงสรรเสริญ โปรดจำไว้ด้วยไม่ใช่สอนแต่ให้อย่างเดียว ถ้ากำลังใจทำได้อย่างนี้เป็นพรหม เพราะจิตเป็นฌาน 

ถ้าตัดตัว “ส สะ” ออกเสียเหลือแต่ “ละ” ตัวเดียว คำว่า “ละ” ตัวนี้แม้แต่ละวัตถุในอันดับแรกมันก็ละ ถ้าเราละวัตถุได้ หมายความว่าจิตไม่ติดในวัตถุ อย่างที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ตรัสกับอาตมาเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๗ วันนั้นเป็นวันเททองหล่อรูป หลวงพ่อปาน เนื่องในงานสร้างพระอุโบสถ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตรัสว่า เวลานี้จิตใจของผมไม่มีห่วงใยในวัตถุแล้วขอรับ เห็นว่าวัตถุทุกอย่างทรัพย์สินทุกอย่างที่เรารับมานี้มันเป็นมรดกตกทอดจากญาติผู้ใหญ่ แต่ว่าญาติผู้ใหญ่ที่หาไว้ให้นั้นก็ปรากฏว่าทุกท่านเวลานี้ไม่มีใครอยู่เหลือเลย ตายหมด แต่ละท่านที่ตายแล้วไม่มีใครแบกภาระคือทรัพย์สมบัติไปได้เลย ปล่อยทอดทิ้งไว้ให้คนอื่นปกครองต่อไป ที่เสียหายไปก็มาก ทรงตรัสต่อไปว่า ผมไม่ติดใจในวัตถุ ไม่เยื่อใยในวัตถุ มียังไงกินอย่างนั้น มียังไงใช้อย่างนั้น มีความต้องการอย่างเดียวถ้ามีวัตถุขึ้นมาถ้าสามารถจะแจกจ่าย หรือหาทางทะนุบำรุงบรรดาประชาชนทั้งหลายโดยทั่วหน้าให้มีความสุขได้อย่างนี้ผมพอใจ

อารมณ์อย่างนี้เขาเรียกว่า อารมณ์ละ ไม่ติดในวัตถุ ถ้าอารมณ์ละไม่ติดในวัตถุ มีแต่ว่าเราจำจะต้องรักษามันไว้บ้าง เพราะว่าร่างกายยังมีอยู่มันยังต้องกินต้องใช้ ถ้าเสียหายไปแล้ว เราก็ไม่ห่วงใยในมัน แต่ว่าถ้าสิ่งใดอันมีอยู่รักษาด้วยดี อย่างนี้เป็นอารมณ์ใจของบุคคลผู้ละ ถ้าเราไม่ติดในวัตถุ ต่อไปกำลังใจมันก็สูงมันก็ละคือไม่ติดในขันธ์ ๕ คือร่างกาย เพราะว่าการที่จะละได้จริงๆ ในด้านวัตถุต้องเป็นคนที่ปัญญาจริงๆ ที่เขาเรียกว่า วิปัสสนาญาณ

วิปัสสนาญาณก็คือตัวปัญญานั่นเอง มีปัญญาพิจารณารู้แจ้งตามความจริง รู้ว่าสิ่งทั้งหลายในโลกว่ามีความเกิดขึ้นในเบื้องต้น แล้วก็มีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นธรรมดา และก็มีการสลายตัวไปในที่สุด ทรัพย์สินก็ดี ร่างกายก็ดี เวลาตายแล้วเราเอาไปไม่ได้สักอย่าง สิ่งที่จะได้ไปเมืองผีนั่นก็คือความชั่วกับความดี ถ้าเราดึงความชั่วไปเราก็มีความทุกข์ รับผลของความทุกข์ ถ้าเราดึงความดีไปก็รับผลคือความเป็นสุข

เมื่อเราละวัตถุได้จิตใจคิดอย่างนี้ก็เลยละร่างกายคือขันธ์ ๕ ได้ เห็นว่าร่างกายมันแก่ก็เป็นธรรมดาของร่างกาย ร่างกายมันป่วยก็เป็นธรรมดาของร่างกาย จำจะต้องรักษาก็รักษาเพื่อระงับทุกขเวทนา ระงับไหวก็ไหว ไม่ไหวก็ตามใจในเมื่อมันจะตายก็ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาของขันธ์ ๕ เกิดมาแล้วมันก็ต้องตาย ใจก็มีความสุข จิตไม่เกาะทั้งวัตถุ จิตไม่เกาะร่างกาย ไม่เกาะวัตถุนอกกาย ไม่เกาะทั้งกาย ไม่มีอารมณ์เกาะใดๆ ไม่เกาะอยู่ในมนุษยโลก ละมนุษยโลก จิตไม่เกาะอยู่ในเทวโลก คือมีอารมณ์ละเทวโลก จิตไม่เกาะในพรหมโลก มีอารมณ์ละพรหมโลก จิตปรารถนาอย่างเดียวคือ ความดับไม่มีเชื้อ ดับความโลภ ความโกรธ ความหลง

ต้องการดับความโลภ ด้วยทาน การบริจาค คือ จาคะ
ดับความโกรธ ด้วยมี เมตตา กรุณา มีความรักมีความสงสารปรารถนาในการเกื้อกูล
ดับความหลง ด้วยการไม่ติดอยู่ในวัตถุ ไม่ติดอยู่ในร่างกาย ไม่ติดอยู่ในโลกใดใดทั้งหมด
จิตใจของบุคคลทั้งหลายทำได้อย่างนี้ องค์สมเด็จพระมหามุนีกล่าวว่า ท่านตัดความโลภ ความโกรธ ความหลงได้ ใจของบุคคลนั้นเมื่อร่างกายตายใจก็ไป นิพพาน

by admin admin ไม่มีความเห็น

คนที่จะเข้าถึงพระนิพพานได้ อันดับแรกก็ต้องเป็นผู้ทรงศีลบริสุทธิ์

คนที่จะเข้าถึงพระนิพพานได้ อันดับแรกก็ต้องเป็นผู้ทรงศีลบริสุทธิ์ และนอกจากนี้ก็
ทรงอารมณ์สมาธิให้ตั้งมั่น มีปัญญารู้เท่าทันสภาวะตามความเป็นจริง
เราก็มานั่งคิด ทำไม
ศีลของเราจึงจะบริสุทธิ์ ความจริงนักปฏิบัติมักจะสนใจผิด คิดว่าการเจริญพระกรรมฐานนั้น
จะต้องนั่งหลับตากันท่าเดียวมันจึงจะมีผล ถ้าหากว่าเป็นการฝึกด้าน สุกขวิปัสสโก 

สุกขวิปัสสโก นี้ ความจริงจะไม่นั่งหลับตาเลยก็ใช้ได้ มันขึ้นกับอารมณ์ใจ
ศีลของเราจะบริสุทธิ์ได้ก็อาศัยเรามีสมาธิ 
สมาธิจะทรงตัวได้ก็เพราะอาศัยศีลบริสุทธิ์ 
เป็นอันว่า อะไรเป็นเหตุเป็นผลกัน ฉะนั้นถ้าเราจะถือเหตุจริง ๆ ก็ต้องถือปัญญา คนใด
ถ้าเป็นคนไร้ปัญญา คนนั้นหาศีลไม่ได้ และคนใดไร้ศีล บุคคลนั้นก็จะมีสมาธิไม่ได้

๑. ทรงศีลให้บริสุทธิ์ 
๒. เราจะรักษาศีลประเภทไหนก็ดูศีลของเรา ถ้าพระ เณรถ้าพระรักษาได้แค่ศีล ๕
ลงอเวจีทุกองค์ เณรรักษาได้แค่ศีล ๕ ลงอเวจีทุกองค์ และก็ถ้าญาติโยมพุทธบริษัททรงศีล ๕
ปกติ อันนี้ไม่ลงนรก ไม่ไปเกิดในอเวจี ทั้งนี้เพราะอะไร
ก็เพราะว่า พระถ้ารักษาแค่ศีล ๕ หรือ เณรรักษาแค่ศีล ๕ จะมาห่มผ้าเหลืองอยู่ทำไม มันก็
มีความดีเท่าฆราวาส มานั่งหลอกลวงชาวบ้าน อันนี้ไม่ถูกต้อง พระจะต้องศึกษาสิกขาบทของ
พระให้ครบถ้วน และก็ต้องดูอภิสมาจาร ดูธรรมะบางส่วนที่มันเป็นโทษ เพราะพระจะปฏิบัติ
เท่าฆราวาสไม่ได้ โทษหนักกว่ากัน

สำหรับบรรดาญาติโยมพุทธบริษัททุกท่าน ให้ถือศีล ๕ เป็นแก่นสำคัญ แต่บางท่านถือว่า
รักษาศีล ๘ และ ฉันไม่ต้องการรักษาศีล ๕ อันนี้ลงนรก และก็มีหลายท่านที่สมาทานอุโบสถศีล
แล้ว แต่เผอิญในกาลนอกเวลา สมมุติว่าเขามาถวายผ้าป่ากฐินสังฆทาน นอกเวลาไป พระ
ต้องให้ศีล ๕ พอพระว่าไตรสรณคมน์เสร็จ พอจะให้ศีล ๕ วางมือ ไม่แสดงทำความเคารพ
อันนี้ลงนรกเหมือนกัน เป็นการปรามาสในพระไตรสรณคมน์ คือปรามาสในพระพุทธเจ้า
การว่าตามเขามันไม่ใช่ของแปลก การสมาทานศีลนี่ก็แค่ศึกษายังไม่ใช่ตัวปฏิบัติ เรามี
อุโบสถศีล เขาให้ศีล ๕ เราก็ว่าตามได้ 

การว่าตาม ให้ว่าด้วยการยอมรับนับถือพระพุทธเจ้า คือว่าศีลนี่พระพุทธเจ้าว่า ศีล ๕ เราได้
มาจากพระพุทธเจ้า เป็นพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระอริยสงฆ์
นำมาให้เรา จิตใจเราครบถ้วนพระไตรสรณคมน์ และเวลาปฏิบัติจริง ๆ เราปฏิบัติในสิกขาบท
มันไม่เสียหายอะไร
มีญาติโยมเมืองน่านมาบอกว่า
เวลาเขารักษาอุโบสถศีล เวลาให้ศีล ๕ เขาเอามือลง
อันนี้ไปเป็นมานะทิฎฐิถือตัวถือตน เป็นกิเลสที่หยาบหนัก และก็เป็นการปรามาสในพระไตร-
สรณคมน์ อันนี้เวลาเจริญกรรมฐานไปดูคนพวกนี้นะ ครูนำไปดูคนพวกนี้ว่าในนรกเกลื่อน เข้าใจ
ว่าตนดี

การรักษาศีลของบรรดาท่านพุทธบริษัท เขาเลือกทำลายพาลกัน พาลตัวแรกมันจะ
ไม่ยอมให้เรารักษาศีล เราก็เก็บความเป็นพาลในใจของเราเสีย เข้ามารักษาศีลให้ครบถ้วน
การรักษาศีลนี่เขารักษากันอย่างนี้คือ
๑. ไม่ทำลายศีลด้วยตนเอง 
๒. ไม่ยุยงส่งเสริมให้บุคคลอื่นทำลายศีล และก็ 
๓. ไม่ยินดีเมื่อคนอื่นทำลายศีลแล้ว 


อันนี้เป็นพุทธพจน์ขององค์สมเด็จพระประทีปแก้วนะ ในอุทุมพริกสูตร
การรักษาศีลของพระพุทธเจ้า ปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้าต้องดูตามกำลัง พระพุทธเจ้า
ท่านไม่มีการเครียด ท่านปฏิบัติตามความเหมาะสม ถ้าไม่ดีแต่งอย่างนั้นไม่ได้ก็ต้องดู นางวิสาขา
นางวิสาขาท่านมี เครื่องมหาลดาปสาธน์ ราคา ๑๖ โกฏิ เสื้อตัวนี้เป็นทองคำล้วน ส่วนใดที่เป็น
ด้ายก็ใช้เงินแทนด้าย ประดับเฉพาะแก้วมณี ๒๐ ทะนาน มีแก้วอื่นมากกว่านั้นนะ คือตั้งแต่
ข้อเท้าจนถึงนกยูงรำแพนบนหัว ราคาขนาดนั้น แต่นางวิสาขาทรงเครื่องนี้ตลอดเวลา พระพุทธเจ้า
ท่านก็ไม่เคยคิดว่าเลยใช่ไหม จะถือว่าเขาแต่งเกินไปไม่ได้ เพราะเขามีอย่างนั้น และเวลาเรา
เข้าสังคมก็เหมือนกันปล่อยหน้าเซียว ๆ เข้าไปเดี๋ยวเขาหาว่าผีโขมดเข้ามา เดี๋ยวก็จะยุ่งกัน
เราก็แต่งตามเขานะ แต่ว่าอยู่บ้านเราก็ไม่ได้สนใจเกินไป เราก็ใช้แป้งทาหน้าบ้าง ทาได้ ทา
เฉพาะความเหมาะสมอยู่เป็นสุข ใช่ไหม ไม่ไปอวดใครเพื่อกิเลสอันนี้ไม่ถือ ต้องดูแค่พอดี ๆ นะ
คือเรื่องของพระพุทธเจ้านี่ท่านไม่มีอะไรเครียด มีแต่พอดี 



ที่มา : โอวาทหลวงพ่อเล่ม ๓http://www.sitluangpor.com/ovat/ovat_3/ovat3.html

by admin admin ไม่มีความเห็น

พูดปดเพราะเกรงใจ

ผู้ถาม : หลวงพ่อคะ เรื่องศีล ๕ มีอยู่ข้อหนึ่งที่รักษายากคือ ข้อมุสาวาท ห้ามพูดปด ความจริงไม่อยากพูดปดหรอกค่ะ แต่ด้วยความเกรงใจเขา ถ้าเราไม่พูดปดเขาก็ยิ่งเกลียดแล้วจะทำอย่างไรดีคะ ?

หลวงพ่อ : ก็ไม่พูดปดก็หมดเรื่อง แต่ความจริงคำว่า “มุสาวาท”ถ้าไม่เข้าใจก็รู้สึกรักษายาก การพูดไม่ตรงตามความเป็นจริง แต่เต็มไปด้วยความเมตตา อันนี้ไม่เรียก มุสาวาท

อย่างสมมติว่า คน ๒ คนทะเลาะกันอยู่ อีกคนหนึ่งมาหาเราแล้วก็ไปนั่งนินทาคนนั้น ที่นี้พอเขาไปแล้ว อีกคนหนึ่งถามว่า “เมื่อกี้เขามาว่าอย่างไรเขานินทาฉันหรือเปล่า ? ”
ถ้าเราพูดตามความเป็นจริง คน ๒ คนก็จะทะเลาะกันใหญ่ เราบอกว่า “เปล่าเขามาพูดธรรมดาๆ ไม่เห็นว่าไรเธอ”
ไอ่นี่ไม่ตรงตามความเป็นจริง แต่เป็นพรหมวิหาร ๔ สงเคราะห์ให้เขา ๒ คน ไม่แตกร้าวกัน อันนี้ไม่ขาด ศีลข้อ มุสาวาท จะขาดต้องทำลายประโยชน์เขา แต่นี่รักษาประโยชน์ พระพุทธเจ้าก็ใช้ พระสารีบุตร ก็เคยใช้มาก่อน ใช้แล้วก็มีผลให้บุคคลนั้นบรรลุมรรคผล แต่ผลให้มีความชื่นใจ อันนี้ก็ยังดี.

โดย หลวงพ่อพระราชพรหมยาน (ฤาษีลิงดำ) วัดท่าซุง.



ที่มา : นิตยสารธัมมวิโมกข์ ฉบับที่ ๓๑๒ ประจำเดือน มีนาคม ๒๕๕๐ หน้าที่ ๙๕. ถอดความโดย ศรีโคมคำ.

by admin admin ไม่มีความเห็น

เรื่องอานุภาพพระคำข้าว-พระหางหมาก

เกร็ดความรู้บางอย่างที่หลวงพ่อพูดถึงเกี่ยวกับพระคำข้าว 

  (คัดลอกบางตอนจากหนังสือ ธรรมปฏิบัติ เล่ม ๙ โดย หลวงพ่อพระราชพรหมยาน)

         อันดับแรกที่เราจะทำอะไรทั้งหมด ตื่นขึ้นมาใหม่ ๆ นึกถึงพระพุทธเจ้าก่อน นึกถึงด้วยความเคารพ เพื่อหวังพระนิพพานก็ตาม นึกถึงเพื่อขอลาภสักการะก็ตาม ก็ถือว่าเป็นการนึกถึงพระพุทธเจ้าเหมือนกัน อันดับแรกนะ อย่างมี พระคำข้าว- พระคำข้าวน่ะ หนักไปในทางลาภสักการะ อย่างอื่นก็มีหมด แต่ลาภน่ะหนักมาก และก็หยิบขึ้นมาพนมมือ สาธุ ว่า นะโมตัสสะ ใช่ไหม ว่านะโมตัสสะ ด้วยความเคารพ และอธิฐานว่า วันนี้ต้องการ…(ลาภอย่างไร)

          เป็นอันว่า เราอยากจะให้ค้าขายดี ทำราชการดี เมตตาปราณี อะไรก็ตามเถอะ ก็อย่าลืมว่าเวลานั้นเรานึกถึงพระพุทธเจ้า เราขอบารมีจากท่าน อย่างนี้ถือว่าเป็นฌานในพุทธานุสติกรรมฐาน ถ้านึกถึงทุกวันน่ะ ถ้าถึงเวลาแล้วต้องทำอย่างนั้นทุกวัน ถ้าไม่ทำแล้วไม่สบายใจ นั่นเป็นฌานในพุทธานุสติ เป็นของง่าย ๆ เพราะวันนี้ท่านบอกให้พูดง่าย ๆ ใช้วิธีง่าย ๆ นะ ก็ว่าตามท่าน 

     …ทีนี้เมื่อเมื่อบรรดาท่านพุทธบริษัท นึกถึงพระพุทธเจ้าแล้ว อย่าลืมพระที่คอนี่คือพระพุทธเจ้า อย่าง พระคำข้าว เป็นพระพุทธชินราช อย่าลืมน่ะ คือก็เหมือนกับพระพุทธรูปองค์ใดองค์หนึ่งนั่นแหละ เป็นองค์แทนพระพุทธเจ้าท่าน และเวลาทำจริง ๆ พระพุทธเจ้าท่านก็มาทำ อันนี้ไม่ได้โฆษณานะ พูดให้ฟัง คือเวลาทำจริง ๆ พระพุทธเจ้าทุกองค์เสด็จมาหมด องค์ปฐมเป็นประธาน อยู่ข้างบนใช่ไหม และ องค์ปัจจุบันคุมฉัน ท่านปล่อยกระแสจิตพุ่งสว่างเป็นลำพุ่งมาที่ใจฉัน แล้วบอกเธอนั่งนิ่งๆ อย่าคิดถึงเรื่องอะไรทั้งหมด ห้ามดูอะไรทั้งหมด ให้ทรงอารมณ์เฉยๆ ๑๐ นาที ก็ทำตามท่าน แล้วท่านก็สั่งว่า ให้ว่าอิติปิโสฯ หลัง ๑๐ นาทีแล้ว ท่านบอกดูได้พุ่งใจไปที่ของได้ พอพุ่งใจไปที่ของ ที่เห็นเป็นลำ ไม่เห็นของที่ปลุกเลย แสงพระพุทธเจ้ากลบหมด หนามาก พระคำข้าว เด่นทางมหาลาภ มีรูปพระพุทธชินราช (พระพุทธกัสสป) ด้านหน้า และด้านหลังเป็นรูปหลวงพ่อ 

สมเด็จเด็จองค์ปฐมได้ให้พระพุทธกัสสปพระพุทธทีปังกรคุมเรื่องลาภ

   (คัดลอกจากหนังสือธัมมวิโมกข์ฉบับที่ ๑๔๕ หน้า ๖๓) 

          …”องค์ปฐมก็มา และพระพุทธกัสสปก็มา สมเด็จพระพุทธทีปังกรก็มา…องค์ปฐมท่านบอกว่า “เรื่องลาภนะสมเด็จพระพุทธกัสสปหนักที่สุดและรองลงมาคล้ายคลึงกันคือสมเด็จพระพุทธทีปังกร

          ก็เลยถามท่านว่า  “พระพุทธเจ้ามีบารมีเต็มเหมือนกัน ทำไมแตกต่างกันเรื่องลาภ”

          ท่านบอกว่า  “สุดแล้วแต่การเริ่มต้น คู่อันไหนแรงกว่ากัน”…

ท่านบอก  “ให้พระพุทธกัสสปคุมเพราะลาภมาก”  องค์ปฐมบอกว่า…”ลีลาต่างกันนิดหนึ่ง

               สมเด็จพระพุทธทีปังกร :  มีกำลังแข็งมากสู้แรงมาก

               พระพุทธกัสสป :  ท่านนิ่มนวลในทางลาภมหาศาล

               แต่ลาภมหาศาลทั้งคู่ :  ท่านก็เลยบอกว่าเป็นหน้าที่ของทั้ง ๒ องค์

                               หลวงพ่อเคยบอกเกี่ยวกับราคาพระคำข้าวในอนาคต

  (ท่านพูดไว้เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๔ ในหนังสือธัมมวิโมกข์ ฉบับที่ ๑๒๓ ประจำเดือนพฤษภาคม หน้า ๑๕)

       อีก ๓๐ ปี พระคำข้าวจะมีค่าบูชาหลายหมื่น นี่ก็ผ่านมาแล้ว ๑๖ ปีครับ ก็ประมาณปี พ.ศ. ๒๕๖๔ ครับ…ท่านพูดไว้ดังนี้ครับ

หลวงพ่อ: ….“ก็ก่อนจะทำ (ทำพระคำข้าว) พระพุทธเจ้าท่านบอกแล้วให้ทำ บอกให้มันรวยทั้งวัดทั้งบ้าน คือว่าเอาไปขึ้นราคานิดหน่อยใชไหม ๑๐๐, ๒๐๐ ไม่หนักนัก อีก ๓๐ ปีหลายหมื่น

     – ผู้ถาม:  เฉพาะพระคำข้าวนี่หรือครับ?

     – หลวงพ่อ: ใช่ขอยืนยัน  

อานุภาพพระคำข้าวมหาลาภ

(คัดลอกบางตอนจาก หนังสือ ประวัติวัดท่าซุง และหลวงพ่อพระราชหรหมยาน หน้า ๔๗ )

โดย พระบุญมา ปภาธโร เจ้าหน้าที่ธัมวิโมกข์ พิมพ์ สิงหาคม ๒๕๔๙ 

          ..ฯลฯ…ผลในเรื่องความสะอาดของจิตนี้ มีเรื่องยืนยันจากเจ้าหน้าที่ศูนย์ศิปาชีพท่านหนึ่ง ซึ่งเดินทางมาร่วมอุปสมบทหมู่ถวายพระราชกุศลฯ ที่วัดท่าซุง ในเดือนสิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ เจ้าหน้าที่ท่านนี้ปฏิบัติภารกิจอยู่ภาคใต้ ญาติให้พระมาพกติดตัว ๑ องค์ เพราะความเป็นห่วงที่สถานการณ์ไม่ค่อยปกติ ปรากฏว่าก่อนเดินทางมาบวชประมาณ ๓ วัน ได้ถูกผู้ร้ายดักยิงจนรถมอเตอร์ไซด์ล้มลง เจ้าหน้าที่ท่านนี้คิดว่าตนเองคงต้องตายแน่ เพราะผู้ร้ายได้มายืนจ่อยิงอีกหลายนัด แต่ไม่เข้าเลยสักนัดเดียว ทำให้เกิดความมั่นใจและนึกด่าผู้ร้าย ปรากฏว่าหลังจากนึกด่า ถูกผู้ร้ายยิงซ้ำอีก ๑ นัด ลูกปืนทะลุเข้าฝังอยู่ใต้ผิวหนัง ภายหลังแพทย์ได้ลงความเห็นว่าสามมารถเดินทางมาบวชก่อนได้เพราะไม่เป็นอันตราย หากผ่าตัดเอาลูกปืนออกจะต้องรักษาแผลหลายวัน เจ้าหน้าที่ท่านนี้เมื่อมาบวชที่วัดท่าซุง ได้เล่าเหตุการณ์ให้พระพี่เลี้ยงฟัง และได้นำพระที่ห่อกระดาศทิชชูพกอยู่เพียงองค์เดียวมาให้ดู จึงทราบว่าพระที่พกอยู่นั้นเป็นพระคำข้าวของหลวงพ่อพระราชพรหมยาน วัดท่าซุงนี้เอง

เรื่องอานุภาพพระคำข้าวพระหางหมาก

(คัดลอกบางตอน จากหนังสือลูกศิษย์บันทึกเล่ม ๓ หน้า ๒๖๖ ) 

           เกล้ากระผม ได้บูชาพระหากหมาก และพระคำข้าวของหลวงพ่อ ไปเมื่อกลางปี พ.ศ. ๒๕๓๔ จะเป็นวันเดือนใดจำไม่ได้ ได้เอาพระคำข้าว และพระหางหมาก และเหรียญของหลวงพ่อ มอบให้ลูกเขยคนเล็กชื่อ อนันต์ … อยู่บ้านเลขที่ ๑๘๒๐ ซอยสุขศรีเฉลิมพจน์ ถนนกรุงเทพ-นนท์ เขตดุสิต กรุงเทพฯ แกเอาพระคำข้าวและพระหางหมาก เหรียญของหลวงพ่อติดตัวไป และวางไว้หน้ารถแท็กซี่ ในขณะขับไป บังเอิญเด็กวิ่งตัดหน้ารถ เบรกไม่ทัน รถแท็กซี่ได้ชนกับเด็ก กระเด็นไป ๔-๕ วา กระโปรงหน้ารถยนต์ฉีก และได้อุ้มเอาเด็กขึ้นรถไปโรงพยาบาล ขอให้แพทย์ช่วยตรวจ และเอ็กเรย์ให้ ปรากฏว่าหมอบอกว่าไม่มีอะไรผิดปกติ จะฟกช้ำดำเขียว ถลอกก็ไม่มี นี่เป็นที่น่าอัศจรรย์รถชนขนาดนี้ไม่มีเหลือสักราย หรือมิฉะนั้นก็ป่วยหนักเสียสุขภาพ นี่กลับไม่เป็นอะไรเลย ก็เพราะบุญของหลวงพ่อได้คุ้มครองป้องกัน และเมื่อให้หมอตรวจดูปลอดภัยแล้ว ลูกเขยก็นำขึ้นรถกลับบ้าน และมอบเงินบำรุงขัวญ ๒,๐๐๐ บาท (สองพันบาทถ้วน) แจ้งให้ผู้ปกครองทราบ และก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทั้งนี้เพราะอำนาจศักดิ์ของพระคำข้าว และพระหางหมาก และเหรียญหลวงพ่อคุ้มครอง 

เรื่องอานุภาพพระคำข้าวพระหางหมาก

 (ของคุณเพียร …คัดลอกจากหนังสือลูกศิษย์บันทึกเล่ม ๓ หน้า ๔๑๘-๔๑๘…)

          ..เมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๒ ก็ได้เดินทางไปทำงานอยู่ที่ประเทศบาห์เรน ต้นปี ๒๕๓๔ ก็เกิดมีสงครามในอ่าวเปอร์เซีย แต่ก่อนที่จะทำสงคราม ก็รู้ล่วงหน้าว่า กองทัพอเมริกันต้องบอมบ์ซัดดัมแน่ คนไทยในบารห์เรนกลับกันเยอะ ชาวต่างชาติก็หนีกลับบ้านเมืองของตนเองเกือบหมด ข้าพเจ้าอดที่จะหวั่นไหวไม่ได้ เขาลือกันว่าบาห์เรนจะต้องจมทะเลถ้าอิรัคเข้ายึกซาอุฯ ได้ เพราะว่าบาห์เรนเป็นเกาะเล็กๆ และมีทางออกทางเดียวคือทางที่จะไปซาอุฯ คือระหว่างประเทศบาห์เรนกับซาอุฯ นี้ จะมีสะพานในทะเล เชื่อมถึงกันยาวกี่กิโลข้าพเจ้าไม่ทราบ แต่ว่านั่งรถไปใช้เวลา ๑ ชั่วโมง ก็ถึงเขตของประเทศซาอุฯ และช่วงสงครามนั้น สนามบินก็ปิด ข้าพเจ้ามาอยู่ที่บาห์เรน ก็ไม่ได้ทิ้งกรรมฐานที่หลวงพ่อสอนไว้ และข้าพเจ้าก็ได้ขึ้นไปถามสมเด็จว่า ข้าพเจ้าจะได้รับภัยจากสงครามครั้งนี้ไหม พระองค์ท่านก็ตอบว่าไม่มี แต่ข้าพเจ้ายังมีกิเลสอยู่มาก ก็อดสงสัยไม่ได้ 

         ข้าพเจ้าก็เลยอธิษฐานขอบารมีหลวงพ่อว่า ถ้าลูกจะได้รับอันตรายจากภัยสงครามครั้งนี้ ก็ขอให้หลวงพ่อดลใจให้ลูกคิดอยากจะกลับบ้านด้วยเถิด ความรู้สึกในตอนนั้นข้าพเจ้าไม่รู้สึกกลัวภัยสงคราม และไม่อยากกลับบ้านเลย พออธิษฐานขอบารมีหลวงพ่อแล้ว ก็มีความรู้สึกเหมือนเดิมคือไม่อยากกลับบ้าน ข้าพเจ้าก็เลยไม่ได้กลับ ในระหว่างสงครามทุกคืน จะมีสัญญานหวอเตือนภัยดังขึ้น เวลาที่หวอดังนั้นก็ไม่เป็นเวลาคือบางทีก็หัวค่ำ บางทีก็สี่ห้าทุ่ม บางครั้งตอนกลางวันก็ยังมี ประชาชนที่เดินอยู่ตามถนน เมื่อได้ยินเสียงหวอดังขึ้น ทุกคนจะพยายามวิ่งหาที่หลบ ที่คิดว่าปลอดภัย โดยทางรัฐบาลบาห์เรนเขาได้สอนให้ประชาชนทุกคน รู้ถึงวิธีป้องกันตัวอย่างไร จึงจะพ้นจากสารพิษที่อิรัคจะยิงมา ทุกคนกลัวกันมาก เรื่องสารพิษ แต่พวกลูกๆ ของหลวงพ่อไม่กลัวกันเลย เพราะลูกๆ ของหลวงพ่อทุกคน มี พระหางหมาก ติดตัวกันทุกคน และเมื่อฝ่ายอิรัคยิงระเบิดมาซาอุฯ หรือบาห์เรนเมื่อใด ก็จะมีเสียงหวอเตือนภัยให้ประชาชนได้ทราบ ข้าพเจ้าคิดแต่เพียงว่า ถึงคราวที่จะต้องตาย ไม่มีใครช่วยข้าพเจ้าได้ ข้าพเจ้าพร้อมที่จะตายทุกเวลา แต่ถ้ายังไม่ถึงคราวตายแล้ว องค์หลวงพ่อช่วยข้าพเจ้าได้แน่ ข้าพเจ้าก็เกิดความอบอุ่นใจไม่รู้สึกกลัวอะไรเลย

          อีกทั้งข้าพเจ้าเคยได้ยินหลวงพ่อพูดว่า อิทธิฤทธิ์ใดๆ ก็ไม่เท่าอิทธิฤทธิ์ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ข้าพเจ้ายึดพุทโธเป็นที่พึ่ง ถ้าจะตายก็ตายพร้อมพุทโธ กลางวันเขาก็ทำสงครามกันภาคพื้นดิน กลางคืนเขาก็ทำสงครามกันทางอากาศ ฝ่ายอิรัคเขาก็ยิงมาที ๒-๓ ลูก หวังจะบอมพ์บาห์เรน แต่ก็ถูกทหารอเมริกันยิงสกัดเอาไว้ได้ ลูกระเบิดก็จะระเบิดกลางอากาศ แล้วก็กระจายตกทะเลไปหมด แต่ก็มีบางครั้ง ที่อิรัคยิงมาหลายลูก ทางทหารอเมริกันสกัดได้ไม่หมด ก็ลงบาห์เรน แต่ไปลงในทะเลทราย พอสงครามสงบลงบาห์เรนปลอดภัยไม่เป็นอะไร ข้าพเจ้าคิดว่าช่วงสงครามสองเดือนกว่าๆ นั้น บาห์เรนไม่น่าจะรอดมาได้ แต่ด้วย อานุภาพพระคำข้าว-พระหางหมาก และองค์หลวงพ่อ บาห์เรนถึงปลอดภัยมาได้ เพราะลูกหลานอยู่ที่บาห์เรนมีไว้บูชากันทุกคน ยิ่งช่วงสงครามพากันปลุกพระทุกวัน คนที่ไม่เคยปลุกพระก็ปลุกพระเป็นไปกับเขาด้วย และก็ไม่มีใครทุกข์ใจเกี่ยวกับภัยสงครามเลย  

 อานุภาพพระมหาลาภคำข้าว

(คุณสมศรี … ลูกศิษย์บันทึกเล่ม ๓ หน้า ๕๗๕ ) 

          เมื่อเดือนสิงหาคม ๒๕๓๔ หลังจากข้าพเจ้าเปิดร้านแห่งใหม่ที่ท่าพระ ได้ไม่ถึงเดือน ก็รู้จักเซลส์แมน ของบริษัทขายเสาอากาศคนหนึ่ง คนนี้ตั้งแต่เกิดมา ไม่เคยห้อยพระที่คอเลย เป็นคนไม่ค่อยได้มาทางธรรม แต่พอพูดคุยกับข้าพเจ้า ก็รู้สึกชอบพระที่ห้อยคออยู่ (หลวงพ่อมหาลาภคำข้าวปิดทองอย่างหนาทั้งองค์เลี่ยมทองคำอย่างดี) เขาถาม ข้าพเจ้าก็เลยได้บรรยายสรรพคุณของพระมหาลาภ รวมทั้งยกตัวอย่างที่หลวงพ่อท่านเล่าบ้าง ที่ลงธัมวิโมกข์บ้าง ตอนจะกลับ เขาก็ขอพระมหาลาภไปหนึ่งองค์ ข้าพเจ้าก็ได้ให้เลือกไปเองหนึ่งองค์ (ตอนเปิดร้านใหม่ ข้าพเจ้าทำกล่องบรรจุพระมหาลาภไว้แจก เป็นของขัวญแก่ทุกท่านที่มาร่วมงาน มีบางคนมาขอซ้ำแล้วซ้ำอีกหลายองค์) เขาบอกว่านี่เป็นพระองค์แรกที่จะเลี่ยมห้อยคอ

          อีกหนึ่งเดือนต่อมา เขาก็มาหาอีก คราวนี้ข้าพเจ้ากำลังยุ่งอยู่ เขาก็ขอเวลานอก ๒-๓ นาที เขาเล่าเรื่องให้ฟังว่า พอได้พระก็รีบไปเลี่ยมมาห้อยคอทันทีพร้อมทั้งโชว์ให้ดูอีกด้วย พอห้อยพระได้ ๒-๓ วันก็เกิดเรื่อง คือเขาขี่มอเตอร์ไซด์ไปถนนวิภาวดีรังสิต ถึงหน้าโรงเรียนตำรวจสอนสุนัข ก็มีรถเก๋งโตโยต้าวิ่งตัดหน้า ตนเองต้องหักหลบ รถคว่ำหลายตลบ ตนเองลอยละลิ่วไถลไปบนพื้นถนน กางเกงขาดหมด ผู้คนหวีดร้องลั่นไปหมด เขาคิดว่าไม่รอดแน่ๆ ไม่หัวโหม่งพื้นก็ถูกรถแล่นทับตายแน่ๆ ปรากฏว่ารถเก๋งวอลโว่ เบรคตัวโกร่งพราะวิ่งมาด้วยความเร็วสูง มาจอดตรงหน้า โดยกันชนรถห่างหน้าเขาแค่คืบเดียวเท่านั้น เขาบอกว่ารอดตายคราวนี้ เพราะหลวงพ่อสมเด็จพระมหาลาภคำข้าวแท้ๆ ส่วนแผลที่ขาเมื่อซื้อยามาทาไม่กี่วันก็หาย อุบัติเหตุคราวนี้ได้เงินมา ๓๐๐ บาท จากคนขับรถวอลโว่ เพราะเขาไม่มีสตางค์เป็นแค่ลูกจ้าง (คนขับรถเท่านั้น) อีก ๒๐๐ บาทต้องเอาไปจ่ายค่าปรับ เนื่องจากจอดรถผิดที่ในที่ห้ามจอดของโรงพัก (ตนเองบาดเจ็บ รถก็ไม่ค่อยสมบูรณ์ จากอุบัติเหตุ) เหลืออีก ๑๐๐ บาท คนขับรถวอลโว่บอกให้ไปซื้อยามาทาบาดแผลก็แล้วกัน แต่ร้อยเวรบอกว่า อย่าเลยเอาไปซื้อสังฆทานถวายพระเพื่อสะเดาะเคราะห์ดีกว่า เพราะคุณน่ะมีเคราะห์ร้ายจริงๆ ! …

           ส่วนคนอื่นๆ ก็มีอีกมาก บางคนก็คล้ายๆ บุคคลอื่น ที่เคยลงในธัมวิโมกข์แล้ว สำหรับข้าพเจ้าเอง มีผลมากมาย จากร้านเดิมที่เยาวราชก็ขยายมาเปิดสาขาใหม่ที่ท่าพระ ทั้งๆ ที่ไม่ทุน แต่ก็ได้รับความช่วยเหลือจากบุคคลต่างๆ และเป็นผู้ใหญ่ในธนาคาร เมื่อมีปัญหาการเงินหลวงพ่อท่านก็ช่วยให้รอดพ้นทุกครั้ง มีปัญหาเรื่องบุคลากร หรือคนอื่นที่เกี่ยวข้องกับงาน ก็ผ่านไปด้วยดีทุกอย่าง ปัจจุบันข้าพเจ้ามีความสุข จากการได้ทำบุญกับหลวงพ่อทุกเดือน ข้าพเจ้าและครอบครัว ใส่บาตรวิระทะโยทุกวัน ชีวิตทั้งทางโลกทางธรรมดีขึ้นมาก ทุกคนในครอบครัวมีความสุข ความเจริญ เนื่องจากพระพุทธบารมี พระธรรมบารมี และพระอริยสงฆ์บารมี เทวดา พรหมทั้งปวง มีหลวงพ่อวัดท่าซุงเป็นที่สุด…สาธุ

อานุภาพการบูชาพระองค์ปฐมพระคำข้าวพระหางหมากลูกแก้วพระคาถาโน้มจิต

ก่อนที่จะเล่าตัวอย่างประสบการณ์โดยตรง ผมขอสรุปผลจากประสบการณ์ เกี่ยวกับการพูด ในการบูชาดังนี้      ๑. พระกริ่งสมเด็จองค์ปฐม  ทำให้เกิดความมั่นใจมาก อาจหาญ สง่าผ่าเผย ไม่มีอาการประม่าตื่นเต้นมาก (จนควบคุมไม่ได้ และไม่มีเลย) มีความรู้สึกว่าเรายิ่งใหญ่ เป็นผู้นำ …ต้องอาราธนาขอให้ท่านคลุมบนศรีษะ หรือทั้งตัว เหมือนตอนที่ครูแนะนำมโนมยิทธิ จนเกิดอาการ สั่น ศรีษะมึน และตัวหนัก ร้อนผ่าววูบวาบ ร่างกายเหมือนถูกคลุม หรือเหมือนมีพระนั่งคลุมบนศรีษะ หรือจับเป็นภาพนิมิตให้เห็นชัด (เท่าที่ทำได้)      

     ๒. พระหางหมาก  ทำให้การพูดคล่อง ปราดเปรื่อง มีปฏิภาณไหวพริบในการโต้ตอบ หลายครั้งก็ งง ว่าเราพูดได้อย่างไร จะไม่ลืมเรื่องที่เตรียมพูด สมองไม่ว่างเปล่าในระหว่างพูด ไม่ช๊อคเวลาพูดนาน ๆ …อาการจากการอาราธนาก็เหมือนข้อ ๑ แต่จะเบากว่ามาก 

     ๓. พระคำข้าว  ได้ลาภแบบเกินคาด แบบงง ๆ เช่น เราขอบารมีพระหางหมากเพื่อเจรจางาน แล้วต่อด้วยขอบารมีพระคำข้าวเจรจาเงินค่าตอบแทน หลายครั้งครับที่ เราตั้งใจจะกำหนดจำนวนเงินเท่านี้ ไว้ในใจ หรือเสนอน้อยไปเขากลับชิงเป็นฝ่ายเสนอก่อน หรือให้เพิ่มเป็นจำจวนเงินสูงกว่าอย่างคาดไม่ถึงแบบเรางง ๆ เราเลยเต็มใจรับที่มากกว่าครับ (แต่อย่าแกล้งโมเมขอเพิ่มขึ้นต่อจากที่เขาเสนอมามากกว่านะครับ เดี๋ยวลาภหายหมด) การขอบารมีก็ เหมือนข้อ ๑ แต่จะเบานุ่มนวลกว่า

     ๔. ลูกแก้ว  มีลาภแบบค่อยเป็นค่อยไป ตามเหตุตามผล คล้าย ๆ หนึ่งบวกหนึ่งเท่ากับสองแน่นอน แต่จะไม่เป็นศูนย์ การจัดงานบุญ งานเลี้ยงที่มีคนจำนวนมากจะคล่องตัวอย่างคาดไม่ถึง (หลวงพ่อบอกว่ามีผลเลี้ยงคนจำนวนมากได้) ..ส่วนการรักษาโรคนี่ผมเคยเป็นโรคบิด กินยาหมออย่างดีเป็นเดือน ๆ ไม่หายเลยถึงขนาดแค่มองเห็นเม็ดยา หรือซองยานี่อาเจียรเลย…ไม่รู้จะทำอย่างไรเลยนำเอาลูกแก้วหลวงพ่อมาขอบารมีทำน้ำมนต์ และหายเป็นปลิดทิ้งในหนึ่งวันนี่เรื่องจริงครับ (เกิดขึ้นมาเกือบ ๓๐ ปีแล้ว)

     ๕. พระคาถา “จิตตะ มหาจิตตัง ปิยัง มะมะ” ใช้ภาวนาก่อนพูด ระหว่างพูดได้ผลดีมากครับ แต่อาจจะมั่นใจน้อยกว่าพระหางหมาก

อานุภาพพระหางหมากลูกแก้วช่วยสร้างพระประธานสร้างศาลา

     ช่วงปี ๒๕๓๒  พวกเราได้ตั้งคณะปฏิบัติธรรมสายหลวงพ่อ เพื่อแบ่งเบาภาระงานสงเคราะห์ของหลวงพ่อ (ทำกันเองครับหลวงพ่อไม่ทราบ ไม่สั่ง แต่ด้วยจิตสำนึก) คณะเราได้สร้างพระประธานองค์แรกขนาดหน้าตัก ๕๐ นิ้ว ปิดทอง พร้อมฐานชุกชีประดับกระจกสี อัญเชิญไปประดิษฐาน ณ วัดพระธาตุเขาน้อย จ.น่าน แต่เนื่องจากไม่มีที่ประดิษฐานองค์พระ จึงจำเป็นต้องสร้างศาลาเอนกประสงค์ ชื่อศาลานวรัตน์ประชาชาอุปถัมถ์เพื่อประดิษฐานองค์พระ

     ปัญหาหลักคือไม่มีเงินคือเริ่มที่ศูนย์ (มีแต่กำลังใจ) ทั้งสร้างพระ และศาลา มูลค่าหลายแสน ผมจึงใช้คาถาเงินล้านควบคู่กับลูกแก้ว-พระหางหมาก (ไม่ทราบว่าเพื่อนร่วมคณะใช้หรือเปล่า) งง มากครับเงินนี่ไม่รู้มาได้อย่างไร มีคนบริจาคเงินก้อนโตๆ อย่างไม่คาดฝัน (เราไม่หักแม้แต่ค่าน้ำแข็งเปล่า) มีจ่ายค่าพระ ค่าฐานชุกชี และจ่ายค่าศาลาได้ทันเป็นงวด ๆ ทีนี้เมื่อศาลาเสร็จเราจัดพิธีฉลองใหญ่มากดังระดับจังหวัดทีเดียว โดยท่านเจ้าอาวาสวัดมิ่งเมืองท่านให้การสงเคราะห์เป็นพิเศษ ท่านช่วยเหลือได้มากเพราะท่านเป็นเจ้าคณะจังหวัด..เชิญพระสงฆ์ทั้งจังหวัด (บางวัดก็ส่งตัวแทน) ข้าราชการ ครู นร.(รำต้อนรับตั้งแต่ในตัวจังหวัดเลยแห่คณะเราจากโรงแรมเทวราชมาที่วัดพระธาตุเขาน้อย (อันนี้ก็ไม่ได้คาดฝันเหมือนกัน เพราะมันเกินที่กำหนด)

     ผมได้อัญเชิญพระคำข้าวรุ่นแรก และแก้วมณีสายรุ้งรุ่นแรก ซึ่งมีอยู่องค์เดียว บรรจุไว้ที่พระเกตุพระประธานเพื่อจะได้สงเคราะห์ชาวน่าน..พอใกล้ถึงพิธีมอบพระประธาน และศาลาจะต้องชำระเงินงวดสุดท้ายด้วยปรากฎว่า (ถ้าจำไม่ผิด) ขาดเงินอยู่ประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ บาทแสน ช่างพึ่งแจ้ง..คิดว่าหน้าแตกแน่งานนี้แขกเหรื่อก็มากมาย กรรมการทุกคนนี้เริ่มเครียด ความปิติที่มีในการทพบุญเริ่มคลายตัวแล้ว ผมเลยแอบหลบขอบารมีพระหางหมาก -ลูกแก้วมณีที่บรรจุที่พระเกศให้ช่วยสงเคราะห์ ปรากฏว่าคุณหมอท่านหนึ่ง ได้รับโทรศัพท์จากเพื่อนที่ในตัวเมืองน่าน (ซึ่งเป็นแพทย์เช่นกัน ไม่กล้าขึ้นมาร่วมงานเพราะแอบดื่มเบียร์) ว่าขอบริจาคเงินที่ขาดเพื่อปิดบัญชี ๒๐๐,๐๐๐ บาท โอ่โห อานุภาพท่านจริง ๆ สาธุ

      ที่วัดพระธาตุเขาน้อยนี้คณะผมก็ได้สร้างพระองค์ปฐมชำระหนี้สงฆ์อีกองค์ครับ โดยสร้างที่วัดท่าซุง เป็นไฟเบอร์กลาสปิดทอง เป็นบล็อกเดียวกับองค์ปฐมครับ หลวงพี่สามารถ (ขณะนั้น) เป็นสร้างครับ อ้อ เกือบลืมครับที่

หมายเหตุ :  ที่เล่าให้ฟังด้วยเจตนาบริสุทธิ์ ตรง ๆ ครับ ต้องการให้พวกเราสมาชิกโมทนา เป็นกำลังใจครับ (ผมใช้พระ คาถานี่ กับตัวเองจะคล่องตัวน้อยกว่างานสาธารณะ ซึ่งชัดเจนมากแบบ งง)

     ขอย้ำว่าเป็นประสบการณ์ส่วนตัว ที่เกิดขึ้นกับตัวเองเท่านั้น ซึ่งอาจไม่เหมือนมาตรฐานที่กำหนดไว้ของวัดท่าซุงทุกอย่างก็ได้ครับ ส่วนตัวยังไงผมอยากให้บรรดาท่านผู้อ่านยึดทางวัดเป็นหลักไว้ก่อนครับ)

by admin admin ไม่มีความเห็น

เหรียญทำน้ำมนต์

เป็นเหรียญโลหะสีทอง อัดกรอบพลาสติก สร้างเมื่อ ๑๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๓๒ มีด้วยกัน ๔ พิมพ์คือ ๑.พิมพ์คอขีด ๒.พิมพ์คอนูน ๓.พิมพ์ตัวหนังสือทะลุ และ ๔.พิมพ์ยันต์ใหญ่

ด้านหน้า เป็นรูปหลวงพ่อและชื่อ “พระสุธรรมยานเถระ (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ)” ใต้รูปเขียนว่า “วัดท่าซุง อ.เมือง จ.อุทัยธานี”
ด้านหลัง เป็นยันต์พระสารีบุตร และคำว่า “ทำน้ำมนต์”

เมื่อปลายปี ๒๕๒๘ ต่อต้นปี ๒๕๒๙ อาตมาป่วยหนัก พระ ท่านเสด็จมาบอกว่า “ยิ่งนานไปโรคภัยไข้เจ็บของคน ก็จะยิ่งหนักขึ้นไปเรื่อย ๆ ตามแรงกรรมที่กระทำไว้ ทำให้การรักษาโรคโดยหมอแผนปัจจุบันเป็นไปโดยยาก แต่ก็ไม่เกินความสามารถของ “พระ” ไปได้” ท่านสั่งให้ทำเหรียญสำหรับทำน้ำมนต์รักษาทุกโรค แต่ไม่ให้ทำมาก ด้วยเหตุผลว่า “กำลังใจของแต่ละบุคคลไม่เท่ากัน ผู้ที่กำลังใจต่ำ เอาไปใช้แล้วไม่ได้ผล จะมีโทษจากการปรามาสพระรัตนตรัย”

วิธีใช้ 
เอาน้ำสะอาดใส่ลงในภาชนะ อาราธนาเหรียญลงแช่ในน้ำกราบขอบารมี พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พรหม เทวดา ครูบาอาจารย์ทั้งหมด มีพระสารีบุตรมหาเถระเจ้าเป็นประธาน ขอได้โปรดทำให้น้ำมนต์นี้เป็นยา รักษาสรรพโรคาพาธทั้งในร่างกายของคนและสัตว์ ให้หายโดยฉับพลันด้วยเถิด จากนั้นว่า นะโม ๓ จบ อิติปิโส (สามห้อง) ๗ จบ นะมะพะทะ ๑๕ จบ แล้วอาราธนาน้ำมนต์ดื่มหรืออาบตามอัธยาศัย จะทำครั้งเดียวแล้วเติมไปเรื่อย ๆ ก็ได้ ถ้าไม่มั่นใจในความสะอาด อนุญาตให้เอาน้ำมนต์ไปต้มได้

” หลวงพ่อบอกเหรียญทำน้ำมนต์” กันและแก้ได้ทุกอย่าง แล้วแต่จะอธิฐาน “
สมมุติว่า ถ้าเกิดสงครามใช้อาวุธนิวเคลียร์ เคมี แก๊สพิษ ชีวะภาพ จะทำให้สารพิษ กระจายไปทั้งในน้ำและในอากาศ ทำให้น้ำและอากาศเต็มไปด้วยสารพิษ

ท่านให้เอาเหรียญนี้ใส่ก้นแท้งค์น้ำ สารพิษต่างๆ จะเข้ามาไม่ได้ และยังเป็นน้ำมนต์วิเศษ รักษาโรคได้ทุกชนิดแล้ว แต่จะอธิฐาน และเหรียญทำน้ำมนต์ นี้ถือเป็นเหรียญเดียวที่หลวงพ่อกล่าวว่า สามารถคลายกฎแห่งกรรมได้ (ปกติกฎแห่งกรรม ไม่สามารถคลายหรือลดได้)

พระคาถาอาราธนา พระเครื่องของหลวงพ่อฤาษี ฯ
ตั้งนะโม ๓ จบก่อน แล้วยกพระเครื่องขึ้นพนมมือ อาราธนาพระคาถา ๓ จบดังนี้
” อิทธิฤทธิ พุทธะนิมิตตัง ขอเดชะ เดชัง ขอเดช เดชะ จงมาเป็นที่พึ่ง แก่ มะอะอุ นี้เถิด “
* อิทธิฤทธิ อ่านว่า อิดทิ ริดทิ *

วัตถุมงคลหลวงพ่อ ทุกชนิด ล้วนมีประสบการณ์สูง ตามสโลแกน ที่ว่า ” ห้อยพระหลวงพ่อฤาษีฯ กระดูกจะไม่หัก และจะไม่ตายก่อนอายุไขย ” 
มีอานุภาพป้องกัน สรรพอันตราย ทั้งปวง แคล้วคลาด เดินทางปลอดภัย ดีทั้งโชคลาภ เด่นทั้งเมตตามหามงคล อาราธนาได้ตามใจปรารถนา แต่ว่าต้องไม่เกินกฏของกรรม
เป็นของฝาก ของขวัญอันล้ำค่า แก่ผู้มีคุณ ต่อบุคคลที่เรารัก ปัจจุบันราคาเช่าบูชา จัดว่าถูก แต่อนาคตราคาเช่าบูชา สูงกว่านี้แน่นอน ครับ

ขอบคุณพระเครื่อง  พระราชพรหมยานเอื้อเฟื้อข้อมูลครับ

by admin admin ไม่มีความเห็น

ตอน 4 เริ่มลอง

หลังจากการฝึกที่ศูนย์พุทธศรัทธา จ.สระบุรี นั้นผมสามารถนั่งฝึกที่บ้านได้โดยไม่ติดขัดขึ้นไปกราบพระข้างบนได้เอง คุยกับลูกกรอกและกุมารทองที่เลี้ยงไว้ได้ อ่านๆไปคงคิดว่าผมเริ่มบ้าๆบวมๆ ไม่แปลกครับผมก็คิดอย่างนั้นเหมือนกันเล่าให้ใครฟังไม่ได้ครับ เค้าว่าไอ้นี่บ้าแน่ มีอยู่วันนึงวันนั้นมีน้องกับแม่นั่งทานข้าวกันอยู่ ผมบอกแม่ว่าได้เข้าไปในวิหาร 100 เมตรแล้วแม่ก็ถามว่าข้างในมีอะไร ก็เล่าให้ฟังว่าผมไปทำอะไรมาบ้างไปเห็นอะไรมาบ้าง แม่ยังว่าผมเริ่มเพี้ยนๆแล้ว เจ้าน้องชายผมฟังก็เอาเลยครับลองของทันที่ พูดถึงน้องขอขยายความ

หน่อยครับ น้องชายผมก็ประมาณเดียวกับผม มีแฟนเป็นคนพุทธก็ตามสูตรความเลวของอิสลาม กินหมู ไหว้พระเล่นซะครบอะไรที่อิสลามห้ามมันเอาหมด จะเรียกแขกระยำก็ไม่แปลก น้องผมมีเพื่อนสนิทอยู่คนนึงชื่อวาม เพิ่งเสียชีวิตไปไม่นานมันถามผมว่าไหนลองดูซิเพื่อนมันที่ตายไปแล้วตอนนี้อยู่ที่ไหน ตอนนั้นก็คิดว่าเอาวะลองดูสักตั้งว่ามันจะจริงมั้ย ผมระบายอารมณ์หยาบออกโดยการหายใจเข้าสุด ออกสุด 4-5 ครั้ง ไม่ได้หลับตากำหนดจิตคิดถึงเพื่อนน้องชายที่ชื่อวาม ปรากฎว่าเห็นเป็นวัดๆนึงตามบทสนทนานี้ครับเท่าที่จำได้นะครับ

ผม:เห็นเป็นวัดนะอยู่วัดหรอ

น้อง:ใช่ๆแม่เขาเพิ่งเอากระดูกไปฝากหลวงพ่อที่วัดแถวคลอง 4

น้อง:ตอนนี้ไปเกิดหรือยัง

ผม:ยัง พอผมตอบน้องว่ายังทันทีเลยครับ วามมายืนอยู่ข้างหน้าผม

น้อง:มีคนบอกว่าไปเกิดแล้ว

ผม:ยัง วามยืนอยู่ข้างหน้าพี่เนี้ย

น้อง:ไปดูกับคนมีญาณเค้าบอกไปเกิดแล้ว

ผม:ยัง วามยังไม่ถึงเวลาตายตอนนี้วามเป็นลูกศิษย์พระรูปนึง

น้องผมชักไม่ค่อยเชื่อเท่าไรครับ แต่ผมก็พูดไปตามที่ผมรู้ มาถึงตอนนี้ดูเหมือนทั้งน้องและแม่ไม่ค่อยจะเชื่อผม

ผม:ยังไม่ไปเกิดแน่ๆยืนยันมันยืนอยู่หน้าพี่ จากนั้นวามบอกผมว่ามาหาน้อง

ผมบ่อยแต่มันหลับไม่รู้เรื่องตื่นมามันก็คิดว่าฝันไป

น้อง:ใช่ๆ ฝันถึงบ่อย

ผม:วามบอกผมว่า ไอ้วิวมันจะให้วามไปเกิดเป็นลูกมัน(วิวคือพี่วาม) วามไม่ไป

หรอกไอ้วิวมันเฮีย(ผมพูดทุกคำที่วามบอก) เริ่มวงแตกครับ

น้อง:ใช่ๆๆๆเมียวิวท้องอยู่2เดือน วิวบอกว่าอยากให้วามมาเกิดเป็นลูก

ผม:ก็บอกแล้วว่ายังไม่ไปเกิดมันยืนอยู่ตรงนี้

น้อง:ถามซิอยากได้อะไรไหม

ผม:วามบอกผมว่าฝากดูแลพ่อกับแม่ให้ด้วยแล้วจะมาหาบ่อยๆ

เหตุการณ์ที่ผมเล่านี้ผมไม่ได้หลับตาเลยลืมตาตลอด และเห็นภาพทั้งหมด

พูดเรื่องเห็น ขอขยายความนิดนึงครับ เห็นหมายถึงใจเห็นนะครับไม่ใช่ตาเห็น การเห็นของผมเห็นด้วยใจไม่ใช่ตา ไอ้ที่ว่าเห็นด้วยใจไม่ใช่ตานั้นมันยังเป็นตัวที่ทำให้ผมสงสัยอยู่นั่นแหละ ตัวสงสัยเป็นนิวรณ์ตัวร้ายในการปฏิบัติมันทำให้ผมดิ้นรนไปหาที่ฝึกตาทิพย์หรือตาที่สามด้วยความที่อยากเห็นได้ด้วยตาเนื้อจะได้จะจะ แจ้งๆ กันไปเลย ถ้าตาเนื้อไม่เห็นก็ยังสงสัยอยู่แบบนี้

จากนั้นมาทั้งแม่ทั้งน้องก็เริ่มจะเชื่อ ผมจึงชวนน้องชายมาปฏิบัติ ช่วงนั้นที่วัดท่าซุงก็ฝึกเต็มกำลังพอดีปลายปีที่แล้ว ผมกับน้องก็มากัน….

Top