คำสอนหลวงพ่อ

by admin admin ไม่มีความเห็น

หลวงพ่อสอน เมตตาตัวเราเอง

อันดับแรกก็มาพูดกันถึงว่าการอยากมีสามีอยากมีภรรยา คิืดว่ามันมีความสุข อันนี้เป็นอารมณ์คิด คิดว่าการแต่งงานมันมีความสุข ทีนี้ถ้าเรามีพรหมวิหาร ๔ เราก็มานั่งรักตัวเอง สงสารตัวเองเสียก่อน ว่าการมีคู่ครองจริงๆ คนที่เขามีกันอยู่แล้วน่ะ เขามีความสุขหรือว่าเขามีความทุกข์ ไปนั่งพิจารณาหาความจริงให้พบ สัญญา ความจำของเรามี ปัญญา ความรอบรู้ของเรามี เราอย่ายอมให้จิตโง่เกินกว่ากิเลส อย่าให้กิเลสเข้ามาจูงจิตเราเป็นสำคัญ ต้องหักห้ามกำลังใจ อย่างอาศัยที่เจริญสมาธิจิตโดยใช้อานาปานุสสติเป็นกรรมฐาน เป็นตัวนำ นั่นก็หมายความว่าต้องการให้มีกำลังใจเข้มแข็ง


เรามานั่งดูคู่วิวาห์ที่เขาแต่งงานกัน วันที่จะแต่งงานรู้สึกว่าจะมีความชุ่มชื่นใจมาก มีศักดิ์มีศรี แต่ทว่าก่อนจะแต่ง พอเริ่มรักกันเข้ามาแค่นี้ อารมณ์มันก็เริ่มเป็นทุกข์ ทุกข์เพราะอะไร อันดับแรกจิตเริ่มรัก ยังไม่ได้ตกลงในเรื่งอรักแน่นอน อารมณ์มันก็เริ่มเป็นทุกข์แล้วว่า คิดว่าคนที่เราอยากจะรักเขาน่ะ เขาจะรักเราหรือเปล่า ใจเริ่มไม่สบาย ถ้าเห็นคนที่เราคิดว่าจะรัก หรือกำลังรัก เขาอยู่แต่ยังไม่ตกลงกันเดินไปกับใคร ไปไหนมาไหนกับใคร ดีไม่ดีเขาไปกับพี่กับน้องเขา เราก็คิดเสียว่าบางทีเขาจะไปกับคนอื่นเสียแล้ว เขารักคนอื่นเสียแล้ว อารมณ์มันก็ไม่เป็นสุข

พอตกลงรักกันขึ้นมาได้ ความระแวงระไวมันก็มากขึ้น เกรงไปว่าความรักของเราจะไม่แน่นอน นี่มันเริ่มทุกข์ใจ ไม่สบายนอนไม่หลับ พอเริ่มแต่งงานกันแล้ว อยู่ด้วยกันภาระหนักมันก็เกิดขึ้น กิจการงานต่างๆ ที่เคยเกียจคร้านได้ ไม่ทำอะไรได้ หนาวก็นอน ร้อนก็นอน มีกินแค่นี้ก็พอ ไม่ต้องทำต่อไป แต่พอเริ่มแต่งงานเข้ามันต้องขยันมากขึ้น ทั้งนี้เพราะอะไร ก็เพราะว่าเรามันเป็นคนสองคน นอกจากคนสองคนแล้ว ยังมีญาติทางฝ่ายสามี ญาติฝ่ายภรรยา เพื่อนฝ่ายสามี เพื่อนฝ่ายภรรยา เราก็จะต้องนั่งเอาใจ ฝ่ายละหลายสิบคน นี่เริ่มภาระแห่งความทุกข์เกิดขึ้น นี่ในที่นี้ในเมื่อเป็นคนสองคน คนก็ต้องมีงานหนักมากขึ้น เพราะการจับจ่ายใช้สอยมันก็มากขึ้น และก็ยังต้องเป็นห่วงอารมณ์ซึ่งกันและกัน เกรงว่าจะเป็นที่ขัดเคืองซึ่งกันและกัน ต้องระมัดระวังตัวเองมากขึ้น นี่ความทุกข์มันรัดตัวเข้ามามากทุกที

ต่อมาพอมีบุตรธิดาเกิดขึ้น ตอนนี้สิ ดีไม่ดีกำลังนอนหลับสบายๆ ในยามดึก พ่อเจ้าประคุณร้องขึ้นมาในเวลาดึก ทั้งพ่อทั้งแม่ก็ต้องลุกขึ้นมาทั้งๆ ที่นอนยังไม่เต็มตื่น อาการทางร่างกายจะเปลี้ยเพลียเพียงใดก็ตามที เพราะอาศัยความรักลูกสงสารลูก ก็ต้องทำทุกอย่าง ถ้าลูกเกิดป่วยไข้ไม่สบายขึ้นมายามใดก็ดี ก็ต้องรีบไปหาหมอ การไปหาหมอน่ะ ดีไม่ดีไปกลางค่ำกลางคืนถูกฆ่าตายเมื่อไรก็ได้ และกว่าจะเลี้ยงลูกโตขึ้นมาแต่ละคนต้องใช้กำลังกาย กำลังใจ กำลังปัญญา กำลังทรัพย์เท่าไร ถ้าลูกเป็นคนดีก็รู้สึกว่าจะเป็นที่พอใจ ถ้าลูกเป็นเด็กร้ายอกตัญญูไม่รู้คุณพ่อคุณแม่ มันจะมีสุขหรือมีทุกข์ 

และก็หวนกลับไปอีกที ความรักระหว่างคนที่จะแต่งงานกัน มักจะเพ่งกันอยู่เฉพาะในวัยที่มีความผ่องใส แข็งแรงกระปรี้กระเปร่า แต่ว่าสภาพของคู่แต่งงานทั้งคู่ จะทรงสภาพอยู่อย่างนั้นเป็นปกติหรือว่าเสื่อมลงไป สิ่งที่เรามองเห็นได้ง่าย คนที่เขาแต่งงานมาก่อน อย่างบิดามารดา ปู่ย่า ตายาย ของเราน่ะท่านก็เป็นหนุ่มสาวกันมาก่อน แล้วเวลาที่เราจะเริ่มมีสภาวะพอจะแต่งงานกับเขาได้นี่ ท่านทั้งหลายเหล่านั้น หนุ่มสาวแล้วหรือยัง หรือว่าแก่ไปเสียแล้ว บางรายเราก็เห็นหง่อม ต้องเอาวิสัยของ พระเรวัต มาใช้

by admin admin ไม่มีความเห็น

เรื่องเล่าจากหลวงพ่อฤาษีฯ “เจโตฯของหลวงปู่นาค วัดระฆัง”

เจ้าคุณเทพสิทธินายก(หลวงปู่นาค) วัดระฆัง เป็นคนดีในกรุงเทพฯ ในระยะใกล้ๆ หลวงปู่นาค วัดระฆัง นี่เคยรู้จักกับอาตมามาหลายปี เอาขั้นรู้จักนะ ไม่ใช่ดันไปเป็นเพื่อนกับท่าน

ครั้งหนึ่ง ท่านไปที่วัดบางซ้ายนอก อำเภอเสนา จังหวัดอยุธยา เดี๋ยวนี้เขายกขึ้นเป็นอำเภอบางซ้ายแล้ว อาตมานอนหลับ พอท่านไปถึงท่านก็จับขากระตุก พอลุกขึ้นมาเห็นเป็นหลวงพ่อนาค เลยรีบลุกขึ้นกราบ แล้วปูพรมให้ท่าน อาตมาก็ไม่ใช่พระวัดนั้น จะไปเทศน์ ถึงเวลากลางคืนเขานิมนต์ท่านไปปลุกพระ ปูพรมแล้วท่านก็นั่ง แล้วก็มีพระมหาไว พระครูอดุลย์ อดุลย์วรวิทย์หรืออะไรก็ไม่ทราบ อดุลย์ก็แล้วกัน มหาไวเจ้าคณะอำเภอบางซ้ายคนปัจจุบัน หยิบพระให้องค์หนึ่งเป็นพระทำใหม่ ถามว่าพระองค์นี้เขาปลุกเสกใช้ได้ไหมขอรับ พอท่านหยิบปั๊บท่านก็บอกเลย บอกว่าพระที่ปลุกเสกพระองค์นี้น่ะรูปร่างขาวๆ ท้วมๆ ใช่ไหม อายุประมาณสัก 30 ปี พระครูอดุลย์ก็บอกว่าใช่ ท่านบอกว่า อือ เขาเก่งเหมือนกันนะ เขาเก่งเหมือนกัน ทำหนักไปในด้านคงกระพันชาตรี นี่เป็นจุดหนึ่งของหลวงพ่อนาคนะ เราเล่ากันจุดเล็กๆ ก็แล้วกัน

จุดที่สอง ร้อยเอกไพบูลย์ นายทหารช่าง ช.พัน 1 สมัย ปี พ.ศ. 2502 หรือจะเป็น 2503 ก็ไม่ทราบ ปีนั้นอาตมาไปพักฟื้นที่วัดชิโนรสาราม จังหวัดธนบุรี หลังกองเรือเล็ก กองทัพเรือ ร้อยเอกไพบูลย์ก็ไปบวชอยู่ด้วย เวลาบวชก็อยากเจริญกรรมฐาน ก็สอนให้ตามแบบฉบับเท่าที่รู้ ความจริงก็ไมได้รู้มากนัก พอรู้บ้าง ไอ้รู้บ้างก็ไม่ใช่ว่ารู้ดี เท่าที่มีความรู้ก็สอนไป

แกนั่งปั๊บคืนแรก เห็นคน 3 คน มายืนดำ ตัวใหญ่อยู่ข้างๆ ความจริงอาตมานั่งอยู่อีกห้องหนึ่งก็เห็นเหมือนกัน รู้ว่าเพื่อนเก่าของร้อยเอกไพบูลย์มาเยี่ยม เพราะตัวแกดำๆ แกเคยเป็นกุมภัณฑ์ ตอนเช้าแกก็รายงานเรื่องการเห็นให้ทราบ ไม่เป็นไรหรอก เพื่อนเขามาคุ้มครอง แกก็กลัว คืนที่ 2 ทึ่ 3 แกก็ยังแสดงความกลัว ก็เลยนึกว่านี่ท่าจะไม่เป็นเรื่อง ถ้าขืนกลัวหนักๆ ประสาทจะแย่ ดีไม่ดีจะเป็นบ้าเอา พูดเท่าไรแกก็ไม่เชื่อแล้ว ก็เลยบอกว่าเอายังงี้ก็แล้วกัน คืนที่ 4 นี่ หาดอกไม้ธูปเทียนเข้าไปหาหลวงพ่อนาค วัดระฆัง เพราะในพรรษานั้นท่านสอนพระกรรมฐาน ตอนค่ำก็ไปนมัสการท่านก่อนสองทุ่ม เวลาสองทุ่ม ท่านลงมือให้นักปฏิบัติกรรมฐานเจริญกรรมฐาน

เวลาทุ่มเศษๆ ก็ไปพบท่าน เลยบอกร้อยเอกไพบูลย์ เป็นพระแล้ว เข้าไปนมัสการ พอส่งพานให้ท่าน พอกราบเงยหน้าขึ้นมาท่านก็บอกเลย จะไปกลัวทำไมผี ไอ้ 3 คนที่มันมายืนอยู่ข้างๆ นี่มันเพื่อนเก่าของเรานี่ เขามายืนอารักขารักษาความปลอดภัยให้ ไม่น่าจะกลัว ต่อจากนี้ไปไม่ต้องกลัวนะ เรามีครูบาอาจารย์ ( เวลานั้นถือฉันเป็นครู ) ไม่ต้องกลัวอะไรทั้งหมด เราจะได้ดีนะ ทำให้ดีจะได้ดี นี่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ท่านรู้ เอาเรื่องที่ท่านรู้โดยไม่ต้องบอกมาคุยกัน ท่านจะรู้เพราะอะไรก็ช่าง

ตานี้มาอีกเรื่องหนึ่ง เรื่องรถนายทหารหาย นายทหารคนนี้ก็เป็นทหารผู้ใหญ่แล้ว ไม่เอาชื่อมาคุยดีกว่า เป็นอันว่าเรื่องก็มาจากร้อยเอกไพบูลย์ เหมือนกัน ร้อยเอกไพบูลย์ มารายงานให้ทราบบอกรถเจ้านายหาย ไปดูหนังที่โรงหนังสือคิงส์หรือแกรนด์ก็ไม่ทราบ เป็นรถประจำตำแหน่ง ไม่ทราบว่าไปไหน เขาบอกให้ดูให้ด้วย เลยบอกว่า ถ้าหลวงพ่อนาคยังมีชีวิตอยู่ ฉันจะไม่ยอมพยากรณ์ ข้าวของดีๆ มีค่าสูงยังมีอยู่ละก็ไอ้ของญี่ปุ่นไม่น่าจะขาย ไม่น่าจะโฆษณา อ้าว ไม่ได้แอนตี้ของญี่ปุ่นกะเขานา นี่เปรียบเทียบให้ฟัง ของเยอรมันทำของแข็งแรง ของญี่ปุ่นทำของไม่แข็งแรง ขายราคาถูก ก็แบบความรู้ของอาตมากับความรู้ของหลวงพ่อนาค ความรู้ของหลวงพ่อนาคเหมือนของเยอรมัน แข็งแรงมั่นคง ของดีจริงๆ ไอ้ของอาตมานี่มันของญี่ปุ่นใช้อะไรไม่ค่อยได้ บางมันก็ดีแต่ไม่ดีเสียมากกว่าดี ก็เลยบอกว่า ถ้าหลวงพ่อนาคยังมีชีวิตอยู่ ฉันไม่ดูให้แก แกไปหาหลวงพ่อนาค ก็ไปหาหลวงพ่อนาคกัน พร้อมกับจ้าวนายของเขาเอาดอกไม้ธูปเทียนไป พอประเคนดอกไม้ธูปเทียน 2 คน ก็กราบ กราบพอเงยหน้าขึ้นมาท่านก็พูดเลยว่า ไอ้รถของคุณน่ะ ไม่ต้องไปวิตกกังวลหรอก พรุ่งนี้เวลาประมาณสักบ่าย 5 โมง จะมีตำรวจเอามาส่งให้ ตำรวจเขาจับไว้ ทางด้านสายเหนือของจังหวัดพระนคร เลี้ยงดูกันตามสมควร คือเราขอบใจเขา พอพูดจบท่านก็ถามว่าเออ ขอโทษเถอะไอ้ฉันมันคนแก่พูดเลอะเทอะไปนี่มาธุระอะไรกันนี่ พอเท่านั้นแหละ พ่อเจ้าประคุณ 2 คน ก็บอกว่าจบเรื่องแล้วขอรับหลวงพ่อ เรื่องนี้ก็มีแค่นี้นะ ฟังแค่นี้แล้วก็คิดไว้ด้วยว่าท่านรู้แบบไหน นี่ไม่บอกให้ฟังเพราะเป็นเรื่องเล่าให้ฟัง

แล้วก็มีอีกตอนหนึ่ง นายตำรวจสมัย คุณเผ่า เวลานี้ยังรับราชการอยู่ เป็นนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่แล้วไม่ออกชื่อหรอก ประเดี๋ยวแกจะว่าเอา ออกชื่อไม่ได้ สมัยนั้นเป็นร้อยตำรวจโท พระของแกหาย พระพุทธรูปขนาด 5 นิ้ว ราคาก็ร้อยกว่าๆ แต่ว่าคนไปล้วงคองูเขียวตายเข้านี่มันโมโห ที่เรียกว่างูเขียวตายเพราะอะไร เพราะเวลานั้น แกไปรับราชการไปทำงาน ไปอยู่เวรที่โรงพัก ทีนี้พระอยู่ที่บ้าน คนขโมยที่บ้าน จะหาว่าแกเผอเรอไม่ระมัดระวังไม่ได้ เพราะแกไม่ได้อยู่ ก็เหมือนกับงูเขียว แต่ว่าตายแล้ว เพราะบ้านมันจะคุ้มครองอะไรได้

เมื่อพระแกหายก็มาถาม แกถามว่าพระของผมใครลักเอาไปขอรับ ก็เลยบอกว่าคุณจะมาถามอะไรฉัน ในเมื่อพระของคุณหาย แล้วอีกประการหนึ่งท่านที่มีความรู้ดีกว่าฉัน คือหลวงพ่อนาค ถ้าคุณอยากจะรู้คุณไปถามหลวงพ่อนาคก็แล้วกัน แล้วคุณจำไว้นะ ถ้าหากว่าหลวงพ่อนาคยังมีชีวิตอยู่เพียงใด ถ้าหากว่าคุณมีความขัดข้องใดๆ ก็ตาม ถ้ามาถามฉัน ฉันจะไม่บอก เพราะว่าหลวงพ่อนาคดีกว่าฉันหลายล้านเท่า ไปหาหลวงพ่อนาคก็แล้วกัน เป็นอันว่าแกก็ไปหาหลวงพ่อนาค

พอเอาดอกไม้ธูปเทียนไป ก็กราบ เจตนาของแกมีอยู่ว่า ถ้าแกรู้ตัวเมื่อไรแกจะยิงทิ้งทันที ในฐานะที่ย่องมาล้วงคองูเขียวตาย คือบ้านคำว่างูเขียวในที่นี้หมายถึงบ้านแล้วก็ตาย เพราะบ้านมันพูดไม่ได้มันเลื้อยไม่ได้ เหมือนกับงูเขียวตาย ไม่มีพิษ แต่ว่าเจ้าของพระเป็นงูเห่าแล้วก็มีพิษมาก อาตมาก็ทราบเจตนาของแก สีหน้าของแกบอกอาการของแกบอก คิดว่าอีตานี้ถ้ารู้ตัวเมื่อไรแกยิงทิ้งแน่ เพราะสมัยนั้นเป็นสมัยยิงทิ้ง

แกกราบลงไป 3 วาระ พอเงยหน้าขึ้นมา หลวงพ่อนาคหรือท่านเจ้าคุณเทพสิทธินายก องค์เดียวกันก็บอกว่า คุณ คุณจะไปฆ่าจะไปแกงเขาทำไม คุณคิดจะไปฆ่าเขานะประโยชน์มันดีที่ไหน พระพุทธรูปองค์เดียวราคา 100 กว่าบาท เวลานี้คุณเป็นร้อยตำรวจโทกินเงินเดือนเท่าไร แล้วต่อไป ถ้าคุณยังไม่ออกคุณอาจจะได้เลื่อนยศเป็นนายพันนายพลก็ได้ แล้วเงินเดือนมันเดือนละเท่าไร ถ้าคุณไปฆ่าเขาตายบังเอิญเขาต่อสู้ หมายความวาญาติของเขาฟ้องร้องขึ้นมา คดีถึงโรงศาลคุณก็จะติดคุกติดตะราง เมื่อเวลาคุณติดคุกติดตะรางน่ะ เงินเดือนจะได้หรือเปล่า เงินเดือนมันก็ไม่ได้ ศักดิ์ศรีของคุณก็เสียไป อนาคตก็ถูกบั่นทอน แล้วลูกเมียข้างหลังก็จะมีแต่ความลำบาก จะหากินเองมันจะสะดวกที่ไหน นี่คุณคิดไม่ถูกนี่ พระราคา 100 กว่าบาท แล้วคุณคิดจะฆ่าเขานอกจากนั้นคุณตายแล้ว คุณยังจะต้องตกนรกอีก เมื่อเราอยากได้พระใหม่ เราก็ไปซื้อมาใหม่ มันก็หมดเรื่องกันไป ท่านพูดมากกว่านี้นา แนะนำถึงเรื่องสวรรค์เรื่องนรกอยู่นาน ประมาณค่อนชั่วโมง

เมื่อพูดจบ ท่านก็ถามว่าขอโทษเถอะคุณ คุณมาธุระอะไร ฉันน่ะเป็นคนแก่นะ พูดเลอะๆ เลือนๆ แบบนี้ บางทีใครเขามาก็พูดส่งเดชไปตามอารมณ์คนแก่นะคุณนะ อย่าถือสาหาความกันบคนแก่เลย พ่อเจ้าพระคุณ ร้อยตำรวจโทคนนั้น เวลานี้เป็นนายพันแล้ว ใครก็ช่างแกก็เลยกราบอีก 3 ครั้ง บอกหลวงพ่อขอรับ เรื่องที่ผมต้องการจะรู้น่ะ จบไปแล้วขอรับ ที่หลวงพ่อพูดน่ะ ตรงตามความเป็นจริง ท่านก็บอก เอ๊อะ ยังงั้นเรอะ ขอโทษเถอะ ไอ้ฉันคนแก่มันก็พูดส่ง บางทีนั่งอยู่คนเดียวมันก็พูดนาคุณนา ไม่ได้พูดแต่กับคุณหรอก เวลาเห็นใครเขาบางทีมันก็นึกอยากจะพูดส่งไปยังงั้นแหละ แต่หลายคนเขาก็พูดว่าไอ้ที่พูดน่ะมันตรงตามความเป็นจริง ไอ้ธุระที่เขามามันก็หมดไป ฉันว่ามันก็เป็นเรื่องบังเอิญนะ นี่เป็นเรื่องของหลวงพ่อนาคตอนหนึ่งนะ ท่านผู้ฟัง ท่านจะคิดว่าหลวงพ่อนาคท่านรู้เรื่องยังงี้ได้ด้วยอะไร ด้วยญาณหรือเดาก็ตามใจเถอะ ไม่ได้ว่าอะไรนะ นี่มาเล่าสู่กันฟังเท่านั้น

ตานี้มาคุยกันต่อไปถึงเรื่องของหลวงพ่อนาค ก็คือพระลงอเวจี พระองค์นี้ก็ออกชื่อไม่ได้เหมือนกัน ถ้าออกชื่อเมื่อไรอาตมาเห็นจะติดตะรางเมื่อนั้น เพราะลูกศิษย์เยอะเหลือเกิน พระที่วัดไหน จังหวัดไหน ก็ไม่บอกอีกเหมือนกัน ถ้าใครขืนเดา เดาผิดแล้ว จะมาโทษกันไม่ได้นะ ไม่ยอมรับ บอกไว้ก่อนนะว่าไม่ยอมรับ เรื่องนี้ไม่รับ ใครอย่ามาถามเลยยันตาย ไม่พูดหรอก ถ้าขืนพูดเมื่อไรมันตายก่อนเวลา ไม่เอาแล้วเรื่องจริง

เรื่องก็มีอยู่ว่าวันหนึ่งมีอาจารย์วิปัสสนา สมัยโน้น สมัยยังไม่ถึงกึ่งพุทธกาล ท่านมีชื่อเสียงโด่งดังมากสมัยนั้น สมถะ วิปัสสนาเพิ่งจะก้าวขึ้นสู่ระดับตาของชาวโลก ความจริงสมถวิปัสสนามาตรฐานนี่มีมานานแล้ว ตั้งแต่พระพุทธเจ้าทรงอุบัติ หรือก่อนพระพุทธเจ้าทรงอุบัติ แล้วพระพุทธเจ้าก็มาคิดใหม่ ค้นคว้าใหม่ ได้อริยสัจแล้วก็สอนกันเรื่อยมา ยังระบบนิพพาน ต่อมาเมื่อพระพุทธเจ้านิพพานแล้วก็สอนกันเรื่อยมา แล้วมาหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็เกิดมีวิปัสสนาเบสิคเกิดขึ้นอีกหน่วยหนึ่ง แต่ท่านก็เรียกว่าวิปัสสนาเหมือนกัน อันนี้สำหรับผลอาตมาจะไม่พยากรณ์ เพราะว่าไม่ได้เข้าไปร่วมสำนัก จะถือว่าไม่มีผลน่ะไม่ได้ ความจริง การเจริญวิปัสสนาย่อมเป็นไปตามอัธยาศัยของบุคคล จะทำให้เหมือนกันน่ะมันไม่ได้ แบบเดียวกัน แต่พลิกแพลงไปคนละจังหวะกัน เหมือนกัน ได้ผลดีเหมือนกัน อย่าไปโทษกันนะ นักวิปัสสนา ถ้าทำไม่เหมือนกันละอย่าไปว่าเขาผิด อย่าไปว่าเขาถูก ปล่อยเขา เพราะเรื่องผลมันเป็นปัจจัตตัง รู้เอง แล้วการบรรลุมรรคผล มีกิริยาไม่เหมือนกัน อย่างแม่ชีคนหนึ่ง ไม่ใช่นางภิกษุณี ฟังเทศน์มาเกือบล้มเกือบตายไม่ได้อรหัตผล พอกลับมาถึงกระท่อม ตักน้ำล้างเท้าก่อนจะขึ้นกระท่อม น้ำไหลไปแล้วก็หยุด แล้วมองดูน้ำ นึกว่าชีวิตเรากับน้ำมีสภาพเหมือนกัน เมื่อมีการเคลื่อนไปในที่สุดก็หยุด ไม่ช้าเราก็ตายเราจะเกิดสักกี่ชาติก็มีสภาพเป็นแบบนี้ เท่านี้ท่านก็บรรลุอรหันต์ พระบางองค์ฟังเทศน์เกือบตายไม่ได้สำเร็จอรหันต์ ไปนั่งดูพยับแดด พอตอนเย็นพยับแดดหายไป สำเร็จอรหันต์ เห็นเป็นอนัตตาเทียบกับตัว นี่การเป็นอรหันต์บรรลุมรรคผล มีจริยาท่าทางไม่เหมือนกัน แต่กำลังจิตเหมือนกัน ฉะนั้นอาการของการเจริญวิปัสสนาแต่ละสำนักไม่เหมือนกัน แต่ถ้าใช้กำลังจิตถูกต้อง ตรงกับที่พระพุทธเจ้าแนะนำ ก็เป็นอันว่าใช้ได้ ฉะนั้นวิปัสสนาแบบเบสิค แบบไหนก็ช่าง ใครเป็นอาจารย์ก็ช่าง ใครเป็นต้นคิดก็ช่าง ไม่พูดให้ฟัง ท่านจะมีผลเป็นยังไง ท่านก็สอนกับท่านผู้เจริญเท่านั้นจะทราบผล พวกเราทุกคนภายนอกจะรู้ผลไม่ได้ ฉะนั้นอย่าไปประณามกัน ว่าของคนนั้นไม่ดีของคนนี้ไม่ดี ดีเหมือนกัน อย่างน้อยที่สุดก็ดีที่เคยเจริญ มีจิตตกอยู่ในสันโดษ ถ้าว่านั่งทำตัวเป็นตัวเองอยู่สักพักหนึ่งก็ยังดี ดีกว่าไม่ได้ทำเลย

ตานี้มาว่ากันถึงอาจารย์ผู้นี้ ท่านเป็นอาจารย์สอนวิปัสสนาแบบเบสิค สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ท่านเริ่มต้นก่อน หรือใครจะก่อนท่านก็ไม่ทราบ รู้ว่าองค์นี้มีชื่อเสียงฟุ้งขจรไปมาก ต่อมาท่านก็ตาย เรื่องธรรมดาตาย ไม่ใช่ของผิดธรรมดา คนเกิดมาแล้ว ไม่ตายไม่มี เมื่อตายแล้วเขาก็ทำศพ มีนายทหารเรือหลายคนไปนั่งอยู่ แล้วมีนายทหารเรือบางท่านบวชเป็นพระ อาตมาก็ย่องไปกับเขาเหมือนกัน แต่ว่าไม่ได้ไปในฐานะบังสุกุลหรือพระเทศน์ ไม่ได้สตางค์คราวนั้น ผีพระองค์นี้ไปแล้วก็จน ไม่ได้เงินมา ก็มีหลายพันผีที่ไปแล้วได้เงินมา แต่เพราะอาศัยได้เงินผีได้ของผีมาใช้ เลยไม่ช้าอาตมาก็เป็นผีเหมือนกัน เพราะดันไปใช้ของผีเข้า กินข้าวในงานผี ใช้ผ้าเขาเผาผี เขาถวายผ้าไตร เงินในงานของผีเขาติดกัณฑ์เทศน์ ค่ามาติกา บังสุกุลเขาถวาย ขืนใช้เข้าไปชื่อผีมันก็ติดมากลายเป็นผีไปหลายครั้งแล้ว

เมื่อปี พ.ศ. 2515 หามตัวเข้าโรงพยาบาล ไม่กินข้าวไม่กินน้ำมา 9 วัน เกือบเป็นผี แต่ความจริงถ้าเป็นผีเสียตอนนั้นน่ากลัวมันจะสบาย เพราะอะไร เห็นที่อยู่สวยแจ๋วเทียว สวยกว่าการตายทุกครั้งหมด แต่คราวนี้ไม่ทันตาย ใจมันเห็น แหมมันสวยจริงๆ อยากไปอยู่จัง ช่างเถอะจะไปอยู่เมื่อไหร่ก็ช่าง ไม่ดิ้นรน เพราะมีความหวังอยู่แล้ว

ตานี้เมื่อพระองค์นั้นตาย อาตมาก็ไป ไปฐานะไปเผาพระ มีนายทหารเรือคนหนึ่ง ตอนนั้นเป็นเรือเอก ชื่อเรือเอกเสงี่ยม จำนามสกุลไม่ได้เสียแล้ว แกบวชพระแล้วก็นั่งอยู่ใกล้หลวงพ่อนาค พอนั่งใกล้ๆ แล้วก็ถามหลวงพ่อนาคว่า หลวงพ่อนาคขอรับ ท่านองค์นี้ตาย เขาจัดศพเป็นงานใหญ่ หลวงพ่อมีความรู้สึกเป็นยังไงขอรับ หลวงพ่อนาคก็บอกว่าเอ๊อะ ข้าจะมีความรู้สึกยังไง ก็ในเมื่อคนมันไปอเวจีเสียแล้ว อาตมานั่งรองลงมาข้างท้ายก็สงสัย ท่านบอกว่าคนนี้ไม่ใช่พระ ก็ยกมือพนมกราบเรียนถามท่านว่า หลวงพ่อหมายถึงใครขอรับ คำว่าคนไปอเวจีน่ะ ท่านก็เลยตอบว่า ไอ้คนที่เขาจัดงานศพวันนี้น่ะซิไปอเวจี ก็เลยกราบเรียนท่านว่า หลวงพ่อเป็นพระนะขอรับ ไม่ใช่คน ท่านบอกว่าพระเมื่อไร ข้าเรียกคนนี่ยังสูงไปแล้วนา แต่ความจริงมันเป็นสัตว์นรกมาตั้งแต่ก่อนตาย ไอ้คนเราจะตาย จะเป็นพรหมต้องเป็นพรหมก่อนตาย ถ้าจะเป็นเทวดาก็ต้องเป็นเทวดาก่อนตาย จะเป็นสัตว์นรกก็เป็นสัตว์นรกก่อนตาย ใครจะไปนิพพานก็เข้าถึงนิพพานก่อนตาย ก็เจ้านี่มันเป็นสัตว์นรกก่อนตาย นี่ไปอเวจีแล้ว เสร็จกัน แล้วท่านก็เผา

เมื่อเขาเผาเสร็จ เอาดอกไม้จันทน์ไปใส่แล้วก็กลับมา กลับมาที่กุฏิ พวกคณะนายทหารเรือด้วยแล้วก็มีคนหลายคนตามหลวงพ่อนาคมา เมื่อท่านนั่ง พวกเราก็กราบอีกวาระหนึ่ง เพราะมีความเคารพเต็มที่ สำหรับหลวงพ่อนาคนี่ อาตมามีความเคารพเต็มที่ หมายความว่า เคารพหมดตัว ไม่มีเหลือ ไม่เคยนึกตำหนิว่า ตรงไหนของท่านไม่ดี ไอ้ร่างกายน่ะไม่ดีจริง แต่ด้านจิตใจของท่านดีจริงๆ หายาก ไหว้มานานเรียกว่าไหว้ตั้งแต่ก่อนออกจากรุงเทพฯ ไปอยู่ต่างจังหวัด องค์นี้เต็มใจไหว้ แต่งบางคนที่มียศใหญ่ บางทีไหว้นิดเดียว ยกมือขึ้น 10 นิ้ว แต่ว่าให้นิ้วเดียว ทั้งนี้เพราะว่าอะไร เพราะว่าเกรงใจ ยศใหญ่แต่ใจสกปรก สำหรับท่านที่มียศใหญ่แต่ใจสะอาดก็มีเยอะ อันนี้ไหว้หมด 10 นิ้ว แล้วก็แถมหัวด้วย เป็นอันว่าเมื่อท่านมาแล้ว ถึงกุฏิก็กราบ กราบแล้วก็คุยกัน คุยหลายเรื่อง แต่ไม่ใช่เรื่องพระองค์นั้น คุยไปคุยมาก็เลยถามว่าหลวงพ่อขอรับ หลวงพ่อตายแล้วไปไหน ข้าจะไปรู้หรือหว่า นี่ข้ายังไม่ตายนี่ เลยกราบเรียนท่านว่าคนอื่นเขาตายหลวงพ่อรู้นี่ว่าไปอเวจี แล้วหลวงพ่อตายแล้วหลวงพ่อจะไปไหนล่ะ ท่านก็บอกข้ายังไม่ตายนี่ ข้ายังไม่รู้ บอก ต้องรู้ขอรับ หลวงพ่อบอกนี่ ว่าตายแล้วจะไปเป็นพรหมก็ต้องเป็นพรหมก่อนตาย ถ้าจะเป็นเทวดาก็ต้องเป็นเทวดาก่อนตาย ถ้าจะไปนิพพานก็ต้องเห็นนิพพานก่อนตาย จะลงนรก อบายภูมิ เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน ก็ต้องถึงสภาพอย่างนั้นก่อนตาย ตานี้ผมถามหลวงพ่ออีก ก่อนตายนี่หลวงพ่อไปไหน แล้วก็เวลาตายแล้วหลวงพ่อจะไปไหน ท่านก็นั่งมองหน้า บอก แหม ไอ้นี่มันปากตะไกรจริง อาจารย์มันถึงเรียกไอ้ลิงดำ มันไม่ใช่ปากคน ปากลิง บอกดีขอรับปากลิงกินได้ทุกอย่าง ท่านก็หัวเราะชอบใจ บอกเอางี้ก็แล้วกันนะ ถามว่าเอาไงขอรับ เอางี้ เจ้าคุณธรรมพี่ชายข้านา คำว่าพี่ชายอาจจะไม่ใช่พี่ตัวก็ได้ เพราะว่าเป็นคนรุ่นก่อน เรียกว่าบวชก่อนเจ้าคุณธรรมนี่ เวลาท่านจะตาย ท่านเจ็บหนัก ท่านได้อรหัตผลตอนนั้น แล้วก็เวลาท่านตายท่านก็เลยไปนิพพาน แล้วข้าไปไหนข้าไม่รู้ว่ะ เวลาตายข้าจะไปไหนข้าไม่รู้ ก็เลยกราบเรียนท่านว่าคนที่จะรู้ว่าคนอื่นได้ฌานสมาบัติขนาดไหนก็ดี หรือเป็นพระอริยเจ้าอันดับไหนก็ดี ถ้าตัวเองเข้าไม่ถึง ตามพระไตรปิฎกท่านบอกว่าไม่รู้ เหมือนกับคนเรียนหนังสือ คนเรียนประถมปีที่ 1 จะไปรู้เรื่องของประถมปีที่ 4 ไม่ได้ พวกเรียนประถมปีที่ 4 จะรู้เรื่องของชั้นมัธยมไม่ได้ คนที่เรียนชั้นมัธยมจะไปรู้เรื่องตามหลักวิชาการของคนที่เรียนมหาวิทยาลัย ไม่ได้ นี่กฎของความจริงเป็นยังงี้ แล้วถ้าหลวงพ่อไม่เป็นอรหันต์ แล้วจะรู้ว่าเจ้าคุณธรรมเป็นพระอรหันต์ได้ยังไง ท่านบอกกูไม่รู้โว้ย ก็นึกเอายังงั้นนี่หว่า นึกว่าท่านเป็นพระอรหันต์อีตอนใกล้จะตาย พ่อเล่นไม่ตายแบบนี้ พ่อเอาหัวขนเอาเฉยๆ 

ก็เป็นอันว่าเรื่องของหลวงพ่อนาคสำหรับวันนี้นะยุติกันเพียงเท่านี้ ต่อไปนี้เริ่มชั่วโมงใหม่ 

วันนี้วันที่ 5 กุมภาพันธ์ ตอนเที่ยงวันนี้จะไปหาหมอ บอกไว้ด้วย ร่างกายมันไม่ค่อยดี ช่างมันเถอะ แต่ว่าท่านเจ้ากรมเสริมแกเอาการบ้านมาให้ก็เลยทำส่งไป ทำการบ้านแบบนี้ ความจริงมันก็เป็นปฏิปักษ์กับโรคที่มันเป็นอยู่เหมือนกัน แต่ก็ไม่เป็นไร มันใกล้จะจบแล้วก็ดี เจ้ากรมเสริมเป็นคนช่างจำดีมาก ไอ้เรื่องแบบนี้มันเรื่องเบาสมอง ฟังแล้วไม่ต้องคิด อ่านแล้วไม่ต้องคิด เป็นนิทานเล่าสู่กันฟัง

เรื่องของหลวงพ่อนาค เขียนไว้อีกข้อเดียว คือเรื่องดูใจเวลาปลุกพระ นี่เรื่องมันเกี่ยวกันกับอาตมา ต้องขอประทานโทษบรรดาท่านผู้อ่านหรือท่านผู้ฟัง เมื่อฟังแล้วอ่านแล้วก็อย่าคิดว่าอาตมาเป็นผู้วิเศษ อย่าคิดยังงั้นนะ จงคิดเสียว่าอาตมาก็เป็นเถรหัวล้านธรรมดาๆ ไม่มีอะไรดีกว่าท่านผู้ฟัง เกิดแล้วก็แก่ แก่แล้วก็เจ็บ เจ็บแล้วก็ตาย กินแล้วก็ขี้ ตื่นแล้วก็หลับ ธรรมดา ปวดเมื่อยไม่สบาย ปวดฟันตาฟ้าหูฟางเหมือนกัน พูดจาเอะอะโวยวายหยาบคายก็ได้ พูดนิ่มนวลก็ได้ ทำท่าเป็นผู้ดีก็ได้ ทำท่าเป็นสิงห์หน้าพลับพลาก็ได้ ทำเป็นหมาเห่าชาวบ้านก็ได้ เป็นทุกอย่าง ไอ้ที่ทำอย่างนั้น เพราะใจมันเป็นอย่างนั้น ไม่เหมือนหลวงพ่อนาค ท่านดีจริงๆ เลยยอมรับนับถือท่าน

มาครั้งหนึ่ง ที่วัดชิโนรสาราม ธนบุรี ตอนนั้น สมัยนั้น เจ้าคุณสุวรรณเวที(ทองดี) อดีตเป็นพระของวัดระฆังมาเป็นเจ้าอาวาส ท่านก็ทำพิธีพุทธาภิเศก ปลุกพระเรียกว่าบวชพระพุทธเจ้า พระเครื่องนี่เขาทำรูปเปรียบพระพุทธเจ้าบ้าง บางทีก็ทำรูปเปรียบของพระสงฆ์ แต่วันนั้นทำรูปเปรียบเฉพาะพระพุทธเจ้า ก็เลยเรียกว่าไปบวชพระพุทธเจ้ากัน ปลุก ไม่ใช่บวชกระมัง ท่านกำลังหลับ ไปปลุกให้ตื่น ท่านมีหน้าที่ปลุกเขานิมนต์มา 9 องค์ พระอะไรบ้างก็ไม่ทราบ แต่เท่าที่รู้จักมีอยู่หลายองค์ แต่พูดถึงอยู่ 2 องค์ คือ หลวงพ่อนาค กับพระครูธรรมาภิราม พระแขนสั้นแขนยาวนครปฐม นอกนั้นที่รู้จักก็มีชื่อเสียงโด่งดังเหมือนกัน ในสมัยนี้ก็โด่งดัง สมัยนั้นก็โด่งดังอีก 7 องค์ แต่ไม่พูดถึงหรอก คือพูดถึงไม่ได้ เดี๋ยวจะถูกด่า เวลาท่านปลุกพระ สำหรับพระครูธรรมาภิราม รู้จักอาตมาดี อาตมาเรียกหลวงน้า พอเจอะท่านเข้าก็คุยตามแบบฉบับ ทีแรกก็ทำท่าเป็นพระติ๋มๆ เพราะไม่เคยรู้จักใคร พออาตมาเข้าไปก็เลยออกท่าตามแบบฉบับ ออกท่าอะไรทราบไหม ท่าลิง ก็ไปยั่วท่านด้วยอาการต่างๆ ท่านก็ทำโน่นทำนี่ ชาวบ้านเขาก็เลยรู้สึกว่าท่านจะล่อกแล่กไปหน่อย ก็เลยบอกว่าหลวงน้า ไอ้แก้วน้ำน่ะ มันอยู่ไกลผม หลวงน้าช่วยหยิบมาให้ทีเถอะ ท่านบอก เฮ้ย แขนกูหยิบไม่ถึงนี่หว่า ก็เลยบอก เอ๊อะ พระจะปลุกพระนี่ เอาพระที่ไม่มีฤทธิ์มามันก็เสีย เสียของเปลืองที่ ไม่เอา ถ้าหยิบแก้วน้ำไม่ได้ก็นิมนต์กลับวัด ไม่มีประโยชน์ พระแบบนี้ ความจริงตอนนั้นพระคณาจารย์หลายองค์ก็นั่งอยู่ด้วย แต่เราไม่เกี่ยว เราคุยกับน้าชาย ท่านบอกไอ้นี่มันดูผิดคนนี่หว่า หนอยแน่มันดูถูกนี่หว่า หาว่ากูหยิบไม่ได้เรอะ ก็ตอบว่าไม่ได้ดูถูก แต่ว่าหยิบไม่ถึง นิมนต์กลับวัดเลย เอามารกที่ พระประเภทนี้ เสียศักดิ์ศรีครูบาอาจารย์ นี่เป็นลูกศิษย์หลวงพ่อปานนะ แล้วก็เป็นหลานชายหลวงพ่อปานด้วยนะ ไม่ใช่ลูกศิษย์อย่างเดียว มองหน้าเป๋ง เออ มึงดูถูกกู กูก็เอาได้วะ เรื่องอะไร ท่านก็ยื่นแขนซ้ายออกไปมันก็ไม่ถึง เลยเอาแขนขวาตบตรงข้อศอก บอกแขนยาวออกไปซิหว่า ไอ้แขนมันค่อยๆ ยาวออกไปๆ ความจริง ไอ้แก้วน้ำตั้งอยู่ห่างสุดแขนท่านสักเมตรหนึ่งเห็นจะได้หรือเมตรเศษๆ ในที่สุดท่านก็หยิบแก้วน้ำมาส่งให้ คนพวกนั้นมองกันตาตั้งหมดแปลกใจว่าพระทำได้ ท่านก็บอก ไอ้นี่มันเป็นยังงี้ละ ถ้าไปเจอะมันเข้าทีไรมันทำเสียผู้ใหญ่ทุกทีแหละ มันให้เล่นอย่างโน้นเล่นอย่างนี้ ไม่เล่นมันก็ว่า เราจะให้มันทำมั่งมันก็บอกว่ามันลูกศิษย์รุ่นหลัง มันเล็กกว่า มันไม่ทำ นี่ให้มันทำอะไรซี มันไม่ทำหรอก แล้วมันก็ไม่ทำจริงๆ เพราะอะไร เพราะว่า หลวงน้า คือหลวงพ่อปานนะ ท่านเรียกหลวงน้า หลวงน้าท่านสั่งมันไว้ ห้ามไม่ให้ทำ มันก็เลยเลิกทำ ไอ้นี่เคารพคำสั่งครูบาอาจารย์จริงๆ ไอ้เราไม่ถูกจำกัดนี่ มันก็เลยใช้ให้เราทำอะไรต่ออะไรเรื่อยไป ชาวบ้านเขาถามว่าไม่โกรธมันรึ ลูกหลาน บอก โกรธมันยังไงไปด่ามันเข้าซี ดีไม่ดีมันล้วงย่ามเอาสตางค์หมด ไม่ได้หรอก ไปด่งไปด่ามันไม่ได้หรอก ถ้ามันจะว่าอะไร จะใช้อะไรก็ต้องตามใจมัน เดี๋ยวมันไม่ชอบในมันก็หยิบก็ล้วงเอาตามพอใจ เขาก็ถามว่าไม่บาปเรอะ มันจะบาปยังไง มันลูกมันหลาน มันเอาไปแล้วก็เลยนึกให้มันไปเลย ไม่เอาโทษเอาโพยกับมัน นี่เล่าเรื่องตอนต้นนะ สำหรับครูธรรมาภิราม

ทีนี้ถึงเวลาปลุกพระจริงๆ เก้าองค์เข้าไปนั่ง อาตมาเองคิดในใจ ว่าเราก็ไม่มีความรู้อะไร ความดีด้านสมาธิก็ไม่มีอะไร เพราะเป็นคนธรรมดาๆ เป็นพระเดินผ่านหน้านรกไปผ่านหน้านรกมา เดินห่างนรกอยู่ครึ่งนิ้วเท่านั้นเอง ถ้าเผลอเมื่อไรหัวก็ทิ่มนรกเมื่อนั้น ก็เลยนึกในใจว่าเอาพระ 9 องค์นี้องค์ไหนมีอานุภาพมากบ้าง อยากรู้ก็เลยเข้าไปในโบสถ์ เขาปลุกในโบสถ์ ไปนั่งอยู่ท้ายอาสนสงฆ์ สำหรับพระที่ปลุกพระเขาทำเก้าอี้ให้นั่ง เอาไม้ไผ่มาทำเก้าอี้ เขาบอกว่าถ้าปลุกด้วยเก้าอี้ไม้ไผ่มันขลังดี ไอ้นั่นเรื่องของอุปาทาน ไม่เกี่ยว เรื่องของคนคิด

เมื่อไปนั่งอยู่ท้ายอาสนสงฆ์ตั้งจิตอธิษฐาน อาราธนาบารมีพระพุทธเจ้า คือมองดูพระประธานเป็นกำลัง ขอบารมีพระพุทธเจ้าได้โปรดสงเคราะห์ ข้าพระพุทธเจ้าอยากจะดูอานุภาพจิตของพระแต่ละองค์ที่มานั่งปลุกพระในวันนี้ ถ้ากระแสจิตของบุคคลใด มีขนาดเท่าใด มีอานุภาพอย่างไรก็ขอให้ปรากฏแก่อารมณ์ของข้าพระพุทธเจ้า นึกเท่านี้นะ อธิษฐานเอาตามเรื่อง ตามเรื่องของคนที่ไม่มีฌานสมาบัติชั้นดีอย่างเขาหรืออาจจะไม่มีเลย พออธิษฐานเท่านั้นก็จับลมหายใจเข้าออก ทำจิตสงบนิดหนึ่ง ก็เป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ นี่เป็นอำนาจของพุทธานุภาพจริงๆ นะ ไม่ใช่ความดีของอาตมา เห็นกระแสจิตของพระทุกองค์ใสแจ๋ว เหมือนกับเห็นของในเวลากลางวัน สำหรับกระแสจิตหลวงพ่อนาคนี่พุ่งออกมาใหญ่เหลือเกิน คลุมเครื่องรางของขลังทั้งหมด เรียกว่าแสงสว่างของจิตแทรกลงไปในเครื่องของขลังอยู่ที่ผิดด้านหน้า ยันข้างล่างสุด เรียกว่าคลุมหมด อาบลงไปหมดเลย โพลงสว่างชัด ของพระครูธรรมาภิราม พุ่งออกมาเหมือนหอก เป็นกระแสเล็กแต่พุ่งแรงมาก แสดงว่าพระครูธรรมาภิราม เป็นพระนักเลง ชอบคงกระพันชาตรี ของหลวงพ่อนาคนี่เต็มไปด้วยอำนาจพระพุทธบารมีจริงๆ มีความเยือกเย็นสบายๆ ยังไงชอบกล แต่พระอีก 9 องค์ มองดูไปแล้วกระแสจิตไม่ได้ออกมา เหมือนกับจุดเทียนจุดริบหรี่ ปักอยู่ในอกนั่นเองอยู่เฉยๆ เป็นดวงนิดหนึ่ง แล้วก็อยู่ในอกเฉยๆ ก็นั่งดูอยู่ยังงั้นจนกว่าเขาจะเลิกปลุกกัน

เมื่อถึงเวลา 23 น. เศษๆ ก็หมดสัญญาณการปลุก ความจริงการปลุกพระนี่ ไม่ต้องใช้เวลามาก ถ้าใช้เวลามากแล้วไม่มีผล ควรจะให้พระกำหนดกันเอง ปลุกพร้อมกัน ใครเต็มเมื่อไรก็พัดผ่อนได้เมื่อนั้น แต่ยังไม่ลุกออกมา ยังงี้จะดีมาก แล้วเวลาปลุกพระ ต้องใช้กำลังสมาธิสูงมาก ถ้าพระได้สมาบัติยังต่ำหรือโยเยอยู่ ยังไม่มั่นคงนัก จิตจะส่ายไปตามกระแสสวด ผลจะไม่ดี แต่ว่าที่ทำกันเวลานี้ ก็มีพระสวดพุทธาภิเศกควบไปด้วย เขาเอาแบบมาจากไหนก็ไม่รู้เหมือนกัน ไม่รู้เรื่อง ไม่รู้ว่าเอาแบบมาจากไหน แต่ว่ามันจะดีหรือไม่ดีแค่ไหนก็ตามเรื่อง หากมีพระกำลังจิตดีก็ใช้ได้ ถ้าพระกำลังจิตไม่ดีก็เลยนั่งหลับตา อีตอนนั่งหลับตาใครจะรู้ว่าทำอะไรบ้าง บางวัดก็เกณฑ์กันตลอดรุ่งไม่เห็นมีประโยชน์ เคยไปร่วมกับเขาเหมือนกัน ถ้าเกณฑ์ตลอดรุ่งดีไม่ดีก็นั่งหลับเลย

ตานี้ พอเขาเลิกทำพิธี พระอาจารย์ทุกองค์ก็ลงมา พอลงมาเสร็จท่านก็ไปนั่งกันตามหน้าอาสนสงฆ์แต่ไม่ถึงท้าย อาตมานั่งอยู่ทางท้ายกับพระสมุห์สมบูรณ์ พอลงมานั่งกันเรียบร้อย หลวงพ่อนาคก็บอกว่านี่ท่านพวกนี้รู้ไหม ไอ้ขโมยมันมานั่งขโมยอยู่ พระพวกนั้นก็ทำหน้าล่อกแล่กๆ มีพระครูธรรมาภิรามองค์เดียวยิ้ม หันมายิ้มด้วยแสดงว่าท่านรู้ก็เลยยิ้มกับท่าน แต่หลวงพ่อนาคท่านก็ทำเฉย ทำไม่รู้ไม่ชี้ บอกท่านทั้งหลายรู้หรือเปล่า ไอ้ขโมยมันมานั่งขโมยอยู่ ท้ายอาสนสงฆ์ แล้วก็มีญาติโยมคนหนึ่งถามว่าขโมยอะไร ถามขโมยอะไรเจ้าค่ะหลวงพ่อ ท่านก็บอก มันไม่ได้ขโมยอะไรหรอก มันมานั่งขโมยดูใจพระปลุกพระ ไอ้ขโมย มันนั่งอยู่ท้ายอาสนสงฆ์

ตานี้เวลาที่ท่านลงมาแล้วเขาขอพระท่าน ท่านก็แจก เวลาท่านแจกไปขอท่านมั่ง ท่านไม่ให้ บอกไอ้นี่ขโมย ไม่ให้ละ ทำได้อย่างที่เขาทำนี่ ทำได้ไปทำเอาเองซี ท่านไม่ให้ ก็มีพระหลายองค์ท่านมองหน้า ท่านก็เลยบอกว่าไอ้นี่แหละขโมย ขโมยดูใจพระทุกองค์ มันรู้ ว่าใจพระองค์ไหนเป็นยังไง นี่มันทำได้นะพระนี่ มันทำได้ ทำได้คล้ายๆ ข้าแหละ แต่ไอ้ข้ากับมันใครดีกว่ากันข้าไม่รู้หรอก แต่วันนี้ท่านผู้ฟังจำไว้นะ ว่าอาตมาไม่ดีเท่าหลวงพ่อนาค แล้วก็ดียังไม่ใกล้หลวงพ่อนาค ยังไกลอยู่นะ เพราะยังเป็นปุถุชนคนธรรมดา ยังเป็นคนปวดอุจจาระ ปวดปัสสาวะ มีหนาว มีร้อน มีเมื่อย มีหิว มีกระหาย รู้เปรี้ยว รู้เค็ม รู้เผ็ด แล้วมีอารมณ์ เสียงดังบ้าง ดุบ้าง ด่าบ้าง ว่าบ้าง คำสุภาพบ้าง ยิ้มแย้มแจ่มใสบ้าง หน้าบึ้งขึงจอบ้าง อย่างนี้อย่าชมกันว่าดีนะ เป็นอาการของคนเลว แต่มันยังอยากจะเลวอยู่ก็ปล่อยมันไป ตายเมื่อไร เลิกเมื่อนั้น

เป็นอันว่าเรื่องของหลวงพ่อนาค ยุติกันเพียงเท่านี้ แต่ก็ยังไมเลิกพูด เวลามันยังไม่หมด วันนี้เห็นจะสรุปงานกันได้แล้วนะ เพราะว่าเทปเหลือนิดเดียว


คัดลอกมาจาก หนังสือ พล.อ.ท. ม.ร.ว. เสริม สุขสวัสดิ์ 13 มี.ค. 16

by admin admin ไม่มีความเห็น

หลวงพ่อเล่าเรื่อง…พระสีวลี

พระสีวลี


ท่านกล่าวว่า สมัยหนึ่ง บรรดาภิกษุ (คำว่า สมัยหนึ่ง ก็คือเวลาต่อมานั้นเอง คือ ไม่ใช่เวลาเดี๋ยวนี้นั้น ) หลังจากฉันข้าวเสร็จเรียบร้อยแล้ว บรรดาภิกษุทั้งหลาย นั่งสนทนากันว่า ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย เพราะเหตุอะไรหนอแล พระสีวลีเถระ จึงเป็นผู้อยู่ในท้องมารดาถึง 7 ปี 7 เดือน 7 วัน แล้วก็เป็นเพราะกรรมอะไร พระสีวลีจึงได้ไหม้ในนรกเพราะกรรมอะไร จึงได้ถึงความเป็นเลิศในลาภ และมียศเลิศอย่างนั้น
หมายความว่า พระสีวลีนี้ เวลาแม่ตั้งท้อง อยู่ในท้องถึง 7 ปี 7 เดือน 7 วัน และก่อนที่พระสีวลีจะมาเกิด ท่านก็นอนในนรกสิ้นกาลนานเมื่อเกิดแล้ว มาเป็นพระ คราวนี้ มีลาภมาก เทวดาปรารภพระสีวลีแต่เพียงผู้เดียว การทำบุญคราวนี้ เราต้องการถวายหลวงปู่สีวลี หลวงพ่อสีวลีของเราเท่านั้น แม้แค่องค์สมเด็จพระทรงธรรม คือพระพุทธเจ้า ไปด้วยเทวดาก็ไม่ปรารภ พระพุทธเจ้านี้ถ้าเป็นคนที่มีกิเลส เห็นใครเข้ามาบูชาลูกน้องมากกว่า น่ากลัวว่าลูกน้องจะลำบาก ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะว่าลูกพี่แก่อิจฉาเอา แต่ว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่อย่างนั้นพระองค์ทรงยกย่อง ถ้าลูกศิษย์องค์ไหนดี ก็ยกย่องว่า เป็นพระดีเป็นพระควรแก่การบูชา
ในลำดับนั้น เวลาที่บรรดาภิกษุทั้งหลายโดยทั่วหน้ากำลังปรารภกันว่าพระสีวลีนี้ เป็นเพราะกรรมอะไร จึงได้อยู่ในท้องแม่ถึง 7 ปี 7 เดือน 7 วัน เป็นเพราะอะไร จึงได้ลงไปในนรกสิ้นกาลนาน เป็นเพราะกรรมอะไร เวลาที่เกิดมานี้ จึงมีลาภมาก จึงมียศใหญ่ เป็นที่เคารพของเทวดาทั้งหลาย
ในขณะที่บรรดาพระสงฆ์ทั้งหลายคุยกันอยู่นั้น องค์สมเด็จพระภควันต์บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จประทับอยู่ในพระคันธกุฎีสมเด็จพระพิชิตมารฟังเสียงของบรรดาพระสงฆ์ด้วยทิพโสตญาณ คือหูทิพย์ คุยอยู่ที่ไหน พระพุทธเจ้าก็ได้ยิน องค์สมเด็จพระมหามุนินทร์ใคร่จะเปลื้องความสงสัยของบรรดาภิกษุทั้งหลาย สมเด็จพระจอมไตรจึงได้เสร็จมา
เมื่อเสด็จมาถึงแล้ว องค์สมเด็จพระประทีปแก้วก็เสด็จประทับอยู่ในที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว จึงถามบรรดาภิกษุทั้งหลายว่า ภิกฺขเว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอกล่าวอะไรกัน (พวกเธอพูดอะไรกัน ) บรรดาภิกษุ ดูก่อนภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นจึงกราบทูลว่า ข้าพระพุทธเจ้ากำลังปรารภเรื่อง บุพกรรมของพระสีวลี พระพุทธเจ้าข้า พวกข้าพระพุทธเจ้ามีความสงสัยว่า ในสมัยที่องค์สมด็จพระจอมไตรบรมศาสดา เสด็จไปเยี่ยมพระเรวตะคราวนี้ปรากฏว่าพระสีวลีแสดงบุญญาธิการ เป็นที่เลื่อมใสของบรรดาเทวดาทั้งหลาย ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายเกิดความสงสัยว่า ทำไม พระสีวลีมีบุญญาธิการนาดนี้ จึงต้องอยู่ในท้องมารดาถึง 7 ปี 7 เดือน 7 วัน และก่อนจะมาเกิด ก็ได้ตกนรกเสียก่อน
เมื่อมาเป็นคนแล้ว ก็มีบุญใหญ่ มีลาภมาก มียศศักดิ์ ข้าพระพุทธเจ้าสงสัยอย่างนี้ พระพุทธเจ้าข้า
เป็นอันว่า เมื่อบรรดาพระสงฆ์ทั้งหลายกราบทูลดังนี้แล้วองค์สมเด็จพระประทีปแก้ว ก็ทรงพยากรณ์บุพกรรมของพระสีวลีว่า เหตุที่พระสีวลีต้องไปอยู่ในท้องแม่ถึง 7 ปี เดือน 7 วันเป็นต้น
มาจากกรรมที่เป็นอกุศลอะไร
ในขณะนั้นองค์สมเด็จพระทรงธรรมบรมศาสดาได้ทรงมีพระพุทธฎีกาตรัสว่า ภิกฺเว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในกัป 91 กัป นับถอยหลังไปจากนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า วิปัสสี ทรงอุบัติขึ้นแล้วในโลก
สมัยหนึ่ง เสด็จจาริกไปในชนบท กลับมาสู่พระนครของพระราชบิดาแล้ว (สมเด็จพระวิปัสสี ท่านก็เป็นลูกของพระเจ้าแผ่นดินเหมือนกันพระราชาทรงเตรียม อาคันตุกะทาน
อาคันตุกะทาน คือ ทานแก่พระผู้มา หรือว่าแขกผู้มา อาคันตุกะ แปลว่า แขกผู้มา พระท่านจากที่ไกล ไม่ได้ประจำอยู่เฉพาะ ถือว่าเป็น อาคันตุกะ ทาน แปลว่า การให้ ( หมายความว่า ตั้งใจถวายทานแก่พระอาคันตุกะทั้งหมด มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ) เพื่อบรรดาพระสงฆ์ทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข
แล้วก็ส่งข่าวให้แก่ชาวเมืองทั้งหลายว่า ชนทั้งหลายจงมาเป็นสหายในทานของเรา (หมายความว่า พระองค์ให้ส่งข่าวให้ชาวบ้านมาร่วมกันบำเพ็ญทาน ) บรรดาชนทั้งหลายเหล่านั้น ทำอย่างนั้นแล้ว คิดว่า เราก็จะต้องถวายทานแด่บรรดาพระสงฆ์ทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขเหมือนกัน แต่ชาวบ้านคิดว่า พวกเราจักถวายทาน แด่บรรดาพระสงฆ์ทั้งหลาย พวกเราจักถวายทานนี้ ให้ยิ่งกว่าทานของพระราชาถวายแล้ว (เขาเรียกว่า แข่งกันดี หรืออวดดี ไม่ใช่อวดเลว เมื่อราชาถวายทานแบบไหน เราจะทำไม่ให้แพ้พระราชาอย่างนี้เขาเรียกว่าอวดดี ควรอวด )
จึงนิมนต์องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ในวันรุ่งขึ้น แล้วก็แต่งทานถวาย แล้วก็ส่งข่าวไปทูลแด่พระราชา พระราชาเสด็จมาทอดพระเนตรทานของบรรดาประชาชนเหล่านั้นแล้ว ดำริว่า เราจักถวายทานให้ยิ่งกว่า ทานนี้ ( คือ ดีกว่า ประเสริฐกว่าที่บรรดาประชาชนถวายแล้ว )
ในวันรุ่งขึ้น จึงนิมนต์สมเด็จพระประทีปแก้วพร้อมด้วย บรรดาพระสงฆ์ทั้งหลาย พระราชาไม่สามารถจะให้ชาวเมืองแพ้ได้ (เป็นอันว่า ต่างคนต่างถวายแข่งกันแบบนี้ได้ ชาวเมืองถวายได้ ทำได้ดีกว่าพระราชา พระราชาก็ทำให้ยิ่งกว่าชาวเมือง ชาวเมืองก็ทำให้ยิ่งกว่าพระราชา ว่ากันอย่างนี้เป็นลำดับ)
แล้วท่านกล่าวว่า ถึงชาวเมืองก็ไม่สามารถให้พระราชาท่านแพ้ได้ ( ต่างคนต่างไม่มีใครแพ้ วันนี้เราถวายเพียงนี้ วันพรุ่งนี้ เขาถวายยิ่งไปกว่า วันรุ่งขึ้นอีก เราถวายไปยิ่งกว่านั้น ) ฉะนั้นในครั้งที่ 6 ชาวเมืองจึงมาคิดว่า บัดนี้ พวกเราจักถวายทาน ในวันพรุ่งนี้ จะทำเรื่องของทานที่เราทำทั้งหมด โดยที่ใครๆก็ไม่อาจจะพูดได้ว่า วัตถุชื่อนี้ ไม่มีในทานของเรานี้
เป็นอันว่า การแข่ง การทานยิ่งประเสริฐเท่าไร มากเม่าไร เกิดการไม่แพ้กันขึ้นมาแล้ว ชาวเมือง คิดใหม่ว่า ขึ้นชื่อว่าทานทั้งหมด ที่เราถวายในวันพรุ่งนี้ ไม่ว่าอะไรทั้งหมด จะไม่มีใครมาติได้เลยว่า สิ่งทั้งหลายเหล่าใดเหล่าหนึ่ง มันไม่มีในที่นั้น จะต้องทุกอย่าง เมื่อต่างคนต่างต่างคิดแล้ว
วันรุ่งขึ้น จึงได้จัดแจงของถวายเสร็จแล้ว ตรวจดูว่ามีอะไรหนอแลที่ยังไม่มีอยู่ในที่นี้อีก มองไปมองมา ก็มองไม่เห็นน้ำผึ้งดิบ จะมีก็แต่น้ำผึ่งสุก น้ำผึ้งดิบไม่มี ส่วนน้ำผึ้งสุกมีมาก บรรดาชนทั้งหลายเหล่านั้นจึงใช้ให้คน 4 พวก นำทรัพย์ไปพวกละหนึ่งพันกหาปณะ คือ หนึ่งพันตำลึงไปยืน อยู่ที่ประตูพระนคร 4 ประตู ( เพราะประตูเมืองมันมี 4 ประตู ) เพื่อต้องการน้ำผึ้งดิบ หมายความว่า ถ้ามีคนเขาเอามา เราก็ไปซื้อ
ครั้งนั้น คนบ้านนอกคนหนึ่ง มาเพื่อจะเยี่ยมพวกชาวบ้านในเมืองก็ไม่เห็นจะอะไรติดมือมา ( เพราะแกอยู่ป่า ) ก็ถือรวงผึ้งมา 1 รวงไล่ตัวผึ้งออกให้หนีไปหมดแล้ว จึงตัดกิ่งไม้ แล้วถือรวงผึ้งนั้นมา พร้อมทั้งไม้คอนเสร็จ จึงเข้ามาสู่เมือง ด้วยคิดว่า เราจะไปให้กับเพื่อนของเราในเมือง
สำหรับคนที่ไปยืนอยู่หน้าประตูเมือง เห็นบรุษคนนี้ถือรวงผึ้งมาเป็นคนบ้านนอก จึงถามว่า ท่านผู้เจริญ น้ำผึ้งนี้ท่านขายไหม คนบ้านนอกบอกว่า น้ำผึ้งฉันไม่ขาย ฉันจะไปให้เพื่อนของฉัน คนทั้งหลายเหล่านั้นจึงบอกว่า ท่านผู้เจริญ ท่านรับเอากหาปณะเท่านี้ ( คือ ท่านขายน้ำผึ้งให้เรา เราจะให้ 4 บาท หรือ 1 ตำลึง ) คนบ้านนอกก็คิดว่า รวงผึ้งนี้ไม่กี่บาท แต่ว่าเจ้าคนนี้สติไม่ดี ให้มากเกินไป เรายังไม่ให้ ต้องขึ้นราคาก่อน ( แกก็เป็นฉวยโอกาสเหมือนกัน)
แกจึงกล่าวว่า เราให้ไม่ได้ ราคา 1 ตำลึง น้ำผึ้งรวงนี้ให้ไม่ได้ ราคามันแพง พวกนั้นก็ขึ้นราคามันแพง พวกนั้นก็ขึ้นราคา เป็น 2 ตำลึง 3 ตำลึง 4 ตำลึง
(ก็ว่ากันดะไป) ผลในที่สุด ก็ขึ้นราคาถึง 1000 ตำลึงเท่านั้นนะ (หมด) ขอท่านจงให้น้ำผึ้งแก่เรา
แต่ทว่าบุรุษผู้มาจากป่าแกก็เป็นคนมีปัญญา คิดว่า ต้องมีอะไรพิเศษสักเรื่องหนึ่ง จึงได้ถามว่า ผู้เจริญ ข้าพเจ้ารู้ว่า กรรมที่ข้าพเจ้ารู้ว่า กรรมที่ข้าพเจ้าจะทำในน้ำผึ้งนั้นมีอยู่เพราะเหตุใดท่านจึงมาขึ้นราคาอย่างนี้ พวกนั้นก็ถามว่า น้ำผึ้งท่านจะไปทำอะไร แกก็บอกว่า ฉันจะไปให้เพื่อนของฉัน ฉันเป็นคนอยู่ป่า มาคราวหนึ่งไม่มีอะไรติดมือมามันก็ไม่ดี พวกนั้นก็บอกว่า ฉันมีความจำเป็นเรื่องน้ำผึ้งดิบ อย่างอื่นมีครบ จึงให้ราคาถึง 1000 ตำลึง ความจริงฉันรู้ว่า น้ำผึ้งนี้ราคามันไม่ถึงบาท แต่ด้วยความจำเป็น จึงให้คนนอกจึงถามว่า เรื่องอะไร จึงได้ราคาแพง บอกมาสิ อยากรู้ ถ้าควรจะให้ ก็ให้
บรรดาคนพวกนั้นบอกว่า พวกข้าพเจ้าเตรียมการถวายทานเป็นการใหญ่ เพื่อสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงนามว่า พระวิปัสสีทศพลผู้มีสมณะ (คือพระ) รวมกันด้วยกันทั้งหมด พระที่เป็นบริวาร 6800000 องค์ และก็มีพระพุทธเจ้าอีก 1 ในมหาทานนี้ อะไรๆของเรามีหมด ไม่อยู่อย่างเดียว คือน้ำผึ้งดิบ เท่านั้นเพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจึงขอซื้อรวงผึ้งของท่านด้วยราคาแพง เพราะว่าต้องการจะเอาบุญ เพราะทานคราวนี้มีความประสงค์มีความประสงค์ว่า จะให้มีทุอย่าง ขึ้นชื่อว่า อะไรใน ทานนั้นไม่มี เราต้องการ ต้องการให้มันครบ ฉะนั้น จึงยอมซื้อแพงขอให้ขายด้วยเถิด 
คนบ้านนอกแกก็บอกว่า ถ้าเป็นอย่างนั้น เพื่อน ข้าพเจ้าก็จักไม่ให้ด้วยราคา 
( เรื่อง ไม่ยอมขาย ) แต่ท่านทั้งหลาย จะยอมให้เราร่วมบุญร่วมกุศล จะให้
บรรดาคนพวกนั้น จึงได้ส่งข่าวไปหาหัวหน้าในเมือง บอกว่า เวลานี้เจอะคนคนน้ำผึ้งดิบมาแล้ว แต่ว่าเค้าไม่ยอมขาย แต่ถ้าเราไม่ยอมขาย แต่ถ้าให้เขาร่วม
บุญด้วยละก็ เขาจะให้ เมื่อชาวบ้านทราบศรัทธาที่เขามี จึงได้ยกมือสาธุ ดีแล้วๆ พ่อคุณเอ๋ย มาร่วมบุญร่วมกุศลด้วยกันเถิด เรื่องบุญนั้นไม่หวงที่ต้องการน้ำผึ้ง ที่ต้องซื้อ เพราะเกรงว่าจะไม่ยอมทำบุญด้วย จึงกล่าวว่าขอเขาจงเป็นผู้มีส่วนได้บุญ มาร่วมบุญกัน
บรรดาชาวเมืองทั้งหลายเหล่านั้น เมื่อได้น้ำผึ้งแล้ว ก็ได้นิมนต์พระภิกษุสงฆ์ มีพระสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ให้มาเสวยภัตตาหาร ถวายข้าวต้มถวายของเคี้ยว
ที่นี้เขาบอกว่า ให้คนนำเอาถาดทองคำใบใหญ่มาแล้ว แล้วบีบรวงผึ้งลงไป เอาน้ำหวานออก แม้กระบอกนมส้ม อันมนุษย์ทั้งหลายเหล่านั้นนำมาเพื่อต้องการเป็นของกำนัล มีอยู่ เขาก็เทนมส้มเหล่านั้น ลงไปในถาดทองคำ เคล้ากับน้ำผึ้งนั้น ได้ถวายแก่บรรดาพระภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข น้ำผึ้งนั้นก็ทั่วถึงแก่บรรดาพระภิกษุทุกรูป
อย่าลืมว่า มีพระพุทธเจ้าองค์เดียว มีพระสงฆ์ถึง 6800000 องค์ น้ำผึ้งรวงเดียว กับนมส้มหน่อยหนึ่ง ที่เขาผสมกัน พอดิบพอดี ( เหลือจากพระเสียอีก ) ท่านกล่าวว่า ผู้รับเอาจนพอความต้องการ ( หมายความว่า บรรดาพระสงฆ์ทั้งหลายพอหมดแล้ว แถมเหลือเสียด้วยซ้ำ )
ตอนนี้พระบาลีท่านกล่าวว่า ใครๆ ก็คิดว่า น้ำผึ้งน้อยขนาดนั้น จะพอเพียงกับภิกษุ 6800000 องค์ได้อย่างไร ท่านกล่าวต่อไปพระสูตรว่า จริงอยู่ ถึงได้ด้วยอานุภาพแห่งพระพุทธเจ้า ( น้ำผึ้งนั้นมีมากมาด้วยอำนาจของพระพุทธเจ้า ) ขึ้นชื่อว่า พุทธวิสัย ใครๆ ก็ไม่ควรคิด
ท่านบอกว่า จริงอยู่มีเหตุ 4 อย่างที่สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เป็นเรื่องที่ใครๆ ไม่ควรคิด ใครๆ เมื่อคิดถึงเหตุเหล่านั้นเข้า ก็ย่อมเป็นผู้มีส่วนแห่งความบ้า (เ อาละสิ ) ท่านบอกว่า สิ่งเป็น อจินไตย ไม่ควรคิด ถ้าคิดก็บ้าเปล่าๆไม่รู้เรื่องรู้ราว เหตุ 4 อย่างที่ไม่ควรคิด ที่พระพุทธเจ้ากล่าวคือ
1. พุทธวิสัย วิสัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราคิดไม่ได้ ขืนคิดอยากจะรู้เท่าทันพระพุทธเจ้า เราก็บ้า เพราะว่า เรารู้ไม่ได้
2. ฌานวิสัย วิสัยของบุคคลผู้ทรงฌาน ถ้าเราไม่สามารถได้ฌาน สมาบัติ เราอย่าไปคิด เรื่องฌานสมาบัติ ยิ่งคนสมัยปัจจุบัน ย่อมอยากจะพูดกันถึง เรื่องพระนิพพานบ้าง เรื่องวิสัยของอรหันต์บ้าง แต่ความจริงแค่ฌานโลกีย์เท่านั้น พระพุทธเจ้ากล่าวว่า ถ้าเรายังไม่เข้าถึง ก็ไม่ควรจะคิด คิดเท่าไรมันก็ผิด
3. กรรมวิสัย คือ กฎของกรรม เรื่องกฎของกรรมก็เหมือนกันอย่าไปคิด มันคิดไม่ออกหรอก นอกจากว่า เราจะได้วิชชาสาม อภิญญาหกแล้วก็เป็น พระอริยเจ้าขั้นอรหันต์ จึงจะพอคิดถึงเรื่องกรรมได้ ถ้ายังไม่ถึงอย่าไปคิด คิดแล้วมันก็จบลงไม่ได้
4. โลกจินไตย เรื่องของโลก เรืองของโลกนี้เราจะคิดว่า มันจะไปจบลงตรงไหน อย่าไปคิด มันมีทางจบ คือ โลกหาที่สุดไม่ได้
จำไว้ให้ดีว่า เหตุ 4 อย่างที่พระพุทธเจ้าบอกว่า ไม่ควรคิดถ้าคิดแล้วก็บ้าเปล่าๆ นั้นก็คือ 1. พุทธวิสัย 2. ฌานวิสัย 3.กรรมวิสัย 4.โลกจินไตย
สำหรับบุรุษนั้น เมื่อทำทานประมาณเท่านั้นแล้ว ท่านกล่าวว่า ในกาลเป็นที่สุดแห่งอายุ ก็บังเกิดในเทวโลก เป็นเทวดาท่องเที่ยวไป สิ้นกัปมีประมาณเท่านี้ คือ 91 กัป (เป็นเทวดาเกาะกะๆ อยู่ 91 กัป)
ในสมัยหนึ่ง จุติจากเทวโลกแล้ว ก็มาบังเกิดในกรุงพารณสี โดยกาลที่พระชนกทิวงคตแล้ว (เขามาเกิดเป็นลูกพระราชาในตระกูลพาราณสี) เมื่อพระบิดาตาย (ทิวงคต เขาแปลว่า ตาย สวรรคต) จึงได้เสวยราชสมบัติแทนพระราชบิดา
มาในครั้งหนึ่ง ท้าวเธอคิดว่า เราจะยึดเราพระนคร นครหนึ่ง ซึ่งมีกำลังน้อยกว่าให้ได้ จึงได้เสด็จไป แล้วก็ล้อมพระนครนั้นไว้ แล้วก็ส่งสาส์นกับชาวเมืองว่า ท่านจะให้ราชสมบัติ คือ สมบัติ แก่เรา หรือจะให้เราการรบบรรดาชาวเมืองทั้งหลายเหล่านั้นตอบว่า เราจะไม่ให้ราชสมบัติ และเราก็จะไม่ให้การรบ เราจะปิดประตูเมือง (ประตูใหญ่) แต่ว่าชาวเมืองก็อาศัยประตูเหล็ก ออกไปหาฟืน หาน้ำ มาทางประตูเหล็กทำธุรกิจทุกอย่าง การล้อมของพระราชาจึงไม่มีผล
ต่อมา เมื่อพระราชปิดประตูเมือง 4 ประตูของเขาล้อมไม่ให้เขาออก ไว้สิ้นเวลา 7 ปี ยิ่งด้วย 7 เดือน 7 วัน (ล้อมเอาไว้ 7 ปี 7 เดือน 7 วัน) ต้องการให้คนเมืองเขาอดตาย จะได้ยอมแพ้ เขาก็ไม่ยอมแพ้ เพราะเขาออกทางประตูเล็กมาหากินกันได้
ในกาลต่อมา พระราชชนนี คือ มารดาพระราชาองค์นั่ง ตรัสถาม บรรดาอำมาตย์ข้าราชบริพารว่า ลูกชายของเรา เขาทำอะไร บรรดาอำมาตย์ทั้งหลายกราบทูลว่า ไปล้อมเมืองไว้พระเจ้าข้า ล้อมประตูใหญ่หมดท่านจึงตรัสว่า พุทโธ่เอ๋ย ลูกชายของฉันนี้ มันไม่น่าจะโง่อย่างนี้เลย ก็ไปล้อมประตูใหญ่ แล้วก็ไม่จงล้อมประตูเล็ก เสีย ประตูช่องเล็กๆ ปิดมันเสีย ชาวเมืองออกมาไม่ได้ประเดี๋ยวมันก็ยอมแพ้
อำมาตย์จึงได้ส่งข่าวกับพระราชา ท้าวเธอทรงสดับคำของพระราชชนนีแล้ว ก็มีคำสั่งให้ปิดประตูเล็ก คือ กันคนออกทางด้านประตูเล็กเสียอีกฝ่ายชาวเมืองเมื่อออกไปหากินภายนอกไม่ได้ก็เริ่มอด อดแล้วไม่รู้จะทำอย่างไร ในวันที่ 7 จึงพากันปลงพระชนม์พระราชาตนเสีย แล้วก็ได้เปิด ประตูเมืองรับพระราชาองค์นั้น ถวายพระราชสมบัติแก่พระองค์
ท้าวเธอทรงทำกรรมแบบนี้ ในกาลเป็นที่สุดแห่งอายุ (หมายความว่า เวลาที่ตายแล้ว) ก็ไปเกิดในอเวจีมหานรก ไหม้อยู่ใน อเวจีมหานรกนั้น ตราบเท่ามหาปฐพี (คือ ผืนแผ่นดิน) นี้หนาขั้นประมาณ 1 โยชน์(โทษ ของการล้อมเมืองเขาทำให้เขาฆ่าพระราชาของเขาลงนรกอเวจีด้วย ให้แผ่นดินหนาขึ้น 1โยชน์ มารู้เวลาเท่าไร )
ครั้นจุติจากอัตตภาพ (คือพ้นจากนรก) นั้นแล้ว ก็มาปฏิสนธิในท้องของมารดาแม่สิ้น 7 ปี 7 เดือน 7 วันแม่ต้องถูกทรมานด้วยเพราะการแนะนำกับลูก แต่บังเอิญ แม่ไม่ได้ตกนรกด้วยก็เพราะอาศัยการแนะนำกับลูก แต่บังเอิญแม่ไม่ได้ตกนรกด้วยจึงคลอด เพราะโทษที่แม่ต้องรับโทษด้วย เพราะว่า สั่งให้ปิดประตูเล็ก 4 ประตู (นี่เป็นกรรมของพระสีวลีที่ต้องตกนรก และก็อยู่ในท้องแม่ )
องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ภิกฺขเว ดุก่อนภิกษุทั้งหลายพระสีวลีไหม้แล้วในนรกสิ้นกาลนานประมาณเท่านี้ เพราะกรรมที่เธอล้อมพระนคร และยึดไว้ในกาลนั้น และถือปฏิสนธิของมารดานั้นนั่นแหละ อยู่ในท้องสิ้นกาลประมาณเท่านั้น ( 7ปี 7 เดือน 7 วัน )ก็เพราะว่าความที่เธอปิดประตูเล็กทั้ง 4 ต่อมา เป็นผู้ถึงความเป็นผู้มีลาภมาก และมียศเลิศ ก็เพราะว่าการที่เธอถวายน้ำผึ้ง ด้วยประการฉะนี้
ในวันรุ่งขึ้น ภิกษุทั้งหลายสนทนากันว่า แม้สามเณรผู้เดียว ทำเรือน 500 หลัง เพื่อภิกษุ 500 รูป มีลาภมีบุญน่าชมจริงๆ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วถามว่า ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เธอนั่งประชุมกันด้วยเรื่องอะไร เมื่อภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นรับถ้อยคำเช่นนั้นแล้วจึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุตรของเราไม่มีบุญ ไม่มีบาป ก็เพราะว่าบุญบาปทั้งสองของเธอสละเสียแล้ว จึงตรัสพระธรรมเทศนาว่า บุคคลใดในโลกนี้ พ้นเครื่องข้องทั้งสองอย่าง คือบุญ และ บาป เราเรียกบุคคลนั้นว่า เป็นผู้ไม่โศก ปราศจากกิเลศเพียงดังธุลี ผู้หมดจดว่าเป็นพราหมณ์
เป็นอันว่า ท่านทั้งหลาย เรื่องราวของบุคคลตัวอย่าง จงจำไว้ด้วยว่า กฎของกรรมของพระสีวลี ท่านมีลาภมาก มียศยิ่งใหญ่มาก การที่มีลาภก็เพราะว่า ถวายรวงผึ้ง แต่ว่าต้องลงนรก เพราะอาศัยที่ไปปิดล้อมเมืองเขาไว้ และมารดาผู้เป็นต้นคิด ก็มีปัจจัยร่วมเช่นเดียวกัน
เอาละ สำหรับเรื่องราวของ บุพกรรมของพระสีวลี ก็ขอยุติไว้แต่เพียงเท่านี้ ขอความสุขสวัสดิ์มงคล สมบูรณ์พูนผล จงมีแก่บรรดาท่านพุทธศาสนิกชนทุกท่านสวัสดี

โดยหลวงพ่อพระราชพรหมยาน(พระมหาวีระ ถาวโร ) วัดจันทาราม จ. อุทัยธานี

by admin admin ไม่มีความเห็น

ทำไมต้องเจริญกรรมฐาน หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

ทำไมต้องเจริญกรรมฐาน
ธรรมโอวาทหลวงพ่อฤาษี วัดท่าซุง

คนถึงแม้ว่าจะทำบุญหนัก แต่ว่าเวลาจะตาย 
บังเอิญจิตไปนึกถึงอกุศลเข้าอย่างใดอย่างหนึ่ง 
อกุศลก็จะพาลงไปอบายภูมิก่อน ฉะนั้นจึงมีความจำเป็น
จะต้องเจริญสมาธิ คำว่าสมาธินี่แปลว่าการตั้งใจ 

… อย่างที่ท่านทั้งหลายทำบุญกันนี่ก็จะบอกว่า 
อุ้ย…หลวงพ่อมาทีไร ฉันก็ถวายสังฆทานทุกที 
การถวายสังฆทานแต่ละครั้งมีสิทธิไปเกิดบนสวรรค์ชั้นที่ ๕ 
เรียกว่า นิมมานรดี หรือถ้าจะไม่ไปก็ได้ แต่ถึงอย่างนั้นก็ดี 
บรรดาญาติโยมพุทธบริษัท เราอาจจะเผลอได้ 
ตามบาลีว่า “เอกะ จะรัง จิตตัง” จิตดวงเดียวเที่ยวไป 

จิตน่ะมันรับอารมณ์เดียว เวลาที่เรารัก คนที่เรารัก 
สัตว์ที่เรารัก เขาจะทำเลวขนาดไหนก็ตาม เราก็ยังรัก 
ถึงเวลาโกรธขึ้นมา ทำดีขนาดไหน มันก็เกลียดใช่ไหม 
ไม่นึกถึงความดีของเขา ก็รวมความว่าจิตมันรับอารมณ์เฉพาะ 
ฉะนั้น ถ้าหากว่าถ้าจิตออกจากร่าง 
ถ้าบังเอิญไปพบอกุศลเข้าก็ไปอบายภูมิได้ 

ฉะนั้น พระพุทธเจ้าจึงสอนให้ฝึกจิตให้มีอารมณ์ทรงตัว 
อันดับแรก ก็กำหนดรู้จับลมหายใจเข้าออก 
หายใจเข้านึกว่าพุท หายใจออกนึกว่าโธ 
แต่ว่าคำภาวนานี่ไม่จำกัดนะ จะนึกพุทโธก็ได้ 
นะมะ พะธะ ก็ได้ หรืออะไรก็ได้ 
นึกถึงพระพุทธเจ้าแล้วก็ภาวนา
เป็นเครื่องโยงใจให้จิตมีงาน 
จิตมีงานในด้านบุญละบาป 

ขณะใดที่จิตรู้ลมหายใจเข้าออก 
จิตไม่คิดถึงเรื่องอื่น เวลานั้นจิตเป็นสมาธิ 
จิตว่างจากกิเลส ขณะใดจิตรู้คำภาวนาอยู่ 
อารมณ์อื่นไม่เข้ามาแทรก 
เวลานั้นจิตว่างจากกิเลส มีความดี

ฉะนั้นขอบรรดาญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย 
ให้ถือว่าการเจริญสมาธิมีความจำเป็น 
ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า 
จงอย่านึกถึงความชั่วที่ผ่านมาแล้ว 
อะไรก็ตามที่มันเป็นบาปอย่านึกถึงมัน 
คิดอย่างเดียวด้านของความดี

by admin admin ไม่มีความเห็น

เครื่องรางของขลัง โดยหลวงพ่อฤาษีลิงดำ

เครื่องรางของขลัง

ปัญหาเรื่องนี้ได้นำคำตอบของหลวงพ่อ มาเพื่อความกระจ่าง ของความหมายที่อยู่ในความรู้สึกของท่านพุทธศาสนิกชนบางท่าน ที่ยังเข้าใจไม่ครบถ้วนในความหมายของคำว่า “เครื่องรางของขลัง” ซึ่งในปัจจุบันบางท่านมีความเข้าใจไปว่า พระที่ชอบแจกเครื่องรางของขลังจะทำให้คนติดในวัตถุว่าหลงใหลงมงาย 
ปัญหานี้โดยเฉพาะนักเรียนนักศึกษา มาถามกันอยู่เสมอ ซึ่งหลวงพ่อท่านได้อธิบายว่า 
“ความมุ่งหมายในการใช้พระคล้องคอ โดยมากพวกเรามักจะเข้าใจผิดกัน ที่ท่านทำพระไว้ให้ห้อยคอ ก็หมายถึงว่า บุคคลใดที่มีใจเคารพในพระพุทธเจ้า มีใจเคารพในพระธรรม มีใจเคารพในพระอริยสงฆ์ แต่ทว่ามีกำลังใจที่จะเข้าถึงพระรัตนตรัยทั้ง ๓ ประการ ยังอ่อนอยู่ ฉะนั้นจึงได้ทำรูปเปรียบของพระพุทธเจ้าก็ดี รูปเปรียบของพระสงฆ์องค์ใดองค์หนึ่งก็ดี ที่เป็นเคารพนับถือห้อยคอไว้ ถ้าหากเรานึกถึงพระท่านไม่ออกจะได้นำพระขึ้นมาดู รูปนี้เป็นรูปองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ทรงแนะนำให้เราปฏิบัติดีปฏิบัติชอบตามระบอบแห่งความดีที่เรียกกันว่า “พระธรรมวินัย”
นี่เป็นความจริง เป็นความมุ่งหมายของผู้ทำ ต้องการอย่างนี้หมายความว่า คนที่มีพระห้อยคอ ควรจะทำใจอย่างพระหรือมิฉะนั้นคนที่มีพระห้อยคอ ก็ควรจะทำตามที่พระแนะนำให้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ แต่ว่าพวกเราก็กลับมาพลิกแพลงเสีย เอาพระไปตีกับชาวบ้านเขา ไปยุให้พระตีกัน 
พระที่นำมาห้อยคอนี่ พระท่านทำขึ้นมาก็ด้วยอาศัยอำนาจของพระพุทธานุภาพนะ อำนาจของพระพุทธานุภาพนี่สามารถที่จะช่วยคนที่ไม่ถึงอายุขัยให้พ้นจากอันตรายได้ 
ที่เรียกว่า “พระเครื่อง” อันนี้ใช้ได้ แต่ถ้าหากจะเรียก เครื่องรางของขลัง อันนี้ใช้ไม่ได้ พระทุกองค์ท่านทำมาไม่ใช่ของขลัง ท่านทำมาด้วยวิชาที่เรียกว่า “พุทธศาสตร์” ไม่ใช่ “ไสยศาสตร์” พุทธศาสตร์กับไสยศาสตร์มีค่าต่างกัน พวกของขลังนี่เป็นไสยศาสตร์ เขาทำมาเพื่อทำลาย สำหรับพุทธศาสตร์เขาทำเพื่อการสงเคราะห์ เพื่อให้บุคคลที่มีพระประเภทนี้ไว้ถ้ามีจิตใจเคารพในคุณพระรัตนตรัยถ้าไม่ถึงอายุขัย ถ้าอันตรายของชีวิตถึงจะเกิดขึ้นก็สามารถปลอดภัยจากอันตรายนั้นได้
ต่อไปนี้เป็นคำตอบปัญหาของหลวงพ่อในเรื่องนี้

by admin admin ไม่มีความเห็น

ภัยร้ายแรงที่สุดในการปฏิบัติธรรม พระพุทธเจ้าองค์ปฐม

ภัยร้ายแรงที่สุดในการปฏิบัติธรรม

พระพุทธเจ้าองค์ปฐม

ขึ้นหัวข้อตอนนี้ไว้ว่า ภัยร้ายแรงที่สุดในการปฏิบัติธรรม คงเป็นอีกตอนหนึ่งที่มีคุณค่าไม่น้อยกว่าทุกตอนที่นำเสนอมาแล้ว พระพุทธพจน์อีกมากมายที่ประทับใจเป็นอย่างมากเช่นโลกนี้ไม่มีใครผิดใครถูก,อยากพ้นกฎของกรรม ก็จงเพียรทำความดีเพื่อชนะความเลว,วิธีพ้นภัยตนเอง,มื่อสิ้นความเบียดเบียนตนเองแล้ว คำว่าจักไปเบียดเบียนบุคคลอื่นนั้นย่อมไม่มี,อย่าปฏิบัติเลื่อนลอยจักไม่ได้ผล,การแนะนำอย่ากระทำตนเป็นผู้รู้ ให้ถ่อมตนเข้าไว้ว่า ที่รู้นั้นรู้ตามพระพุทธเจ้าท่านสอน,ทุกๆ คนย่อมมีบาปเก่า ๆ ท่วมทับใจอยู่ บาปเก่า ๆ เหล่านี้แหละที่จักสามารถดึงทุกท่านลงนรกได้,การเอาชนะอารมณ์ที่เป็นกิเลสนี้ นี่แหละคืองานประจำเป็นต้น พระธรรมชุดนี้ผมนำมาจากหนังสือธรรมนำไปสู่ความหลุดพ้นเล่ม ๗ มิถุนายนตอน ๓ ที่ รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน ลองอ่านดูนะครับ

อย่าเอาความเลวไปแก้ความเลว

สมเด็จองค์ปฐม ทรงมีพระเมตตา ตรัสสอน โดยให้หลักไว้ดังนี้
๑. อย่าเอาความเลวไปแก้ความเลว จงเอาความดีเข้าไปชนะความเลวของจิตตนเองไม่ใช่เอาความเลวของเราไปชนะความเลวของบุคคลอื่น เพราะนั่นไม่ใช่วิสัยของ อริยชน

๒. ที่พวกเจ้าต้องผจญอยู่กับกฎของกรรมเยี่ยงนี้ ก็เพราะเป็นผลแห่งความเลวที่พวกเจ้าได้กระทำกันมาก่อน จึงพึงสร้างความดีลบล้างอารมณ์จิตเลว ที่ยอมรับผลแห่งกฎของกรรม มัวแต่ไปโทษบุคคลอื่นเยี่ยงนี้มันก็ไม่ถูกต้อง

๓. วางอารมณ์เสียใหม่ อยากได้มรรคผลนิพพาน จักต้องเคารพกฎของกรรมให้มาก ๆ ให้จิตมีความอดทนต่อกฎของกรรมเข้าไว้ โลกนี้ไม่มีใครผิดใครถูก มีแต่กฎของกรรมแสดงอยู่ไม่เว้นตลอดกาลตลอดสมัย

๔. อยากพ้นกฎของกรรม ก็จงเพียรทำความดีเพื่อชนะความเลว อันเป็นกิเลสแห่งจิตของตนให้สิ้นซากไปเท่านั้น จึงจักพ้นได้จงหมั่นตรวจสอบสังโยชน์ดูให้ดี ๆ อย่าลืมซิว่า เวลานี้พวกเจ้าต้องการอะไร (ก็ตอบว่า ต้องการพระนิพพาน)

๕. แล้วการมีอารมณ์ไม่พอใจอยู่ในขณะนี้ จักเข้าถึงพระนิพพานได้ไหม (ตอบว่า เข้าไม่ได้)

๖. แล้วจักเกาะทุกข์เหล่านี้อยู่ทำไม ให้จิตเศร้าหมองอยู่อย่างนั้นหรือ อย่างนี้เป็นคุณหรือเป็นโทษ (ตอบว่า เป็นโทษ)

๗. เมื่อเป็นโทษก็พึงอย่าทำ ละวางอารมณ์นี้ลงไปเสีย จงเลือกเอาแต่อารมณ์ที่เป็นคุณมากระทำ จึงจักถูกต้องเพื่อมรรคผลนิพพาน

๘. เมื่อเข้าใจแล้วก็ต้องทำให้ได้ด้วย ทำได้หรือไม่ได้ก็ต้องทำ

วิธีพ้นภัยตนเอง

สมเด็จองค์ปฐม ทรงมีพระเมตตา ตรัสสอนไว้ดังนี้

๑. อยู่ที่การหมั่นตรวจสอบจิต ให้มีอารมณ์ผ่องใสอยู่ในธรรมให้เสมอ ตั้งแต่เช้าลืมตาขึ้นมาพยายามตั้งอารมณ์ให้อยู่ในพรหมวิหาร ๔ และพยายามตั้งอยู่ให้มั่นคง ตั้งแต่เช้าจนกระทั่งหลับตานอนหลับไป หากทำได้จิตจักผ่องใส เจริญอยู่ในธรรมตลอดเวลา เพราะอำนาจของพรหมวิหาร ๔ จักบังคับจิตไม่ให้เบียดเบียนตนเองเมื่อสิ้นความเบียดเบียนตนเองแล้ว คำว่าจักไปเบียดเบียนบุคคลอื่นนั้นย่อมไม่มี

๒. ภัยร้ายแรงที่สุดในการปฏิบัติธรรมเพื่อนำไปสู้ความพ้นทุกข์ ก็คือ ภัยจากอารมณ์จิตของตัวเราเองทำร้ายจิตของเราเอง ดังนั้น หากเราทรงอารมณ์ให้อยู่ในพรหมวิหาร ๔ ได้ครบทั้ง ๔ ประการได้มั่นคงตลอดเวลา จิตเราก็ผ่องใสตลอดเวลา เท่ากับสิ้นความเบียดเบียนตนเองแล้ว หรือพ้นภัยตนเองแล้วอย่างถาวร

๓. ในการปฏิบัติหากจิตมีอารมณ์คิด ก็ให้คิดใคร่ครวญอยู่ในธรรม แม้จักไม่มีคู่สนทนา ก็จงสนทนากับจิตตนเองคือ ใคร่ครวญในพระธรรมวินัย หรือใคร่ครวญในพระสูตรให้จิตตนเองฟัง และเจริญอยู่ในธรรมนั้น ๆ ทำได้เยี่ยงนี้จิตเจ้าจักผ่องใสอยู่ตลอดเวลา ศีล สมาธิ ปัญญาจักเกิดขึ้นได้ด้วยการใคร่ครวญในธรรมนั้น ๆ และจักทำให้จิตจำพระธรรมคำสั่งสอนได้ดีพอสมควร ธรรมเหล่านี้จักเป็นผลพลอยได้ ซึ่งกาลต่อไปเจ้าจักมีโอกาสนำไปสงเคราะห์บอกต่อให้แก่ผู้อื่นได้ศึกษาและเข้าใจถึงธรรมนั้น ๆ ไปด้วย

๔. แต่อย่าลืมหลักสังโยชน์ทั้ง ๑๐ ประการอย่าปฏิบัติเลื่อนลอยจักไม่ได้ผล แม้การแนะนำผู้อื่นก็เช่นกัน อย่าทิ้งหลักสังโยชน์ ๓ ประการเบื้องต้นเป็นอันขาด

๕. การแนะนำอย่ากระทำตนเป็นผู้รู้ ให้ถ่อมตนเข้าไว้ว่า ที่รู้นั้นรู้ตามพระพุทธเจ้าท่านสอน ท่านสอนให้ตัดสังโยชน์ ๓ ประการเบื้องต้น เพื่อกันอบายภูมิ ๔ ไว้ก่อน เพราะการไปละเมิดศีล ๕ เข้าข้อใดข้อหนึ่ง กรรมนั้นก็จักถึงให้ตกนรก

๖. นรกขุมแรก สัญชีพนรก๙ ล้านปีของมนุษย์เท่ากับนรกขุมนี้ ๑ วันให้เกรงกลัวบาปเข้าไว้ แต่มิใช่คิดประมาทว่าเป็นไร เราจะพยายามไม่ละเมิดศีล แต่ไม่ต้องรักษาศีลก็แล้วกัน ถ้าบุคคลใดคิดเช่นนั้น ให้ดูตัวอย่าง อานันทเศรษฐี ผู้ไม่มีทั้งกรรมดี คือ ไม่ยอมให้ทานเลย แต่ก็ไม่มีกรรมชั่ว เพราะเขาไม่ได้รักษาศีล แต่ก็ไม่ได้ละเมิดศีล ผลของการไม่ให้ทานทำให้เกิดเป็นลูกขอทานผลที่เขาไม่ได้รักษาศีล ทำให้รูปร่างเขาเหมือนปีศาจคลุกฝุ่น กฎของกรรมมันเป็นอย่างนี้

๗. และอย่าลืมว่าเรามิใช่เกิดมาแต่เพียงชาตินี้ คือปัจจุบันชาติเท่านั้น หากใช้ปัญญาพิจารณาถอยหลังไป คนแต่ละคนเกิดมาแล้วนับอสงไขยไม่ถ้วนในอดีตชาติที่ผ่านมาอย่างนับไม่ถ้วนนั้นทุกๆ คน ทำกรรมชั่วละเมิดศีล ๕ มาแล้วมากกว่าทำกรรมดีนี่เป็นสัจธรรม เพราะฉะนั้นทุกๆ คนย่อมมีบาปเก่า ๆ ท่วมทับใจอยู่ บาปเก่า ๆ เหล่านี้แหละที่จักสามารถดึงทุกท่านลงนรกได้ถ้า หากจิตไม่เข้าถึงความเป็นพระอริยเจ้า คือพระโสดาบันขึ้นไปเป็นอันดับเบื้องต้น เพราะฉะนั้น จุดนี้ทุกคนจึงไม่ควรจักประมาท ให้พยายามตัดสังโยชน์ ๓ เอาไว้ให้ดี ๆ เพื่อป้องกันการไปจุติยังอบายภูมิ ๔ อย่างเด็ดขาด

๘. การพูดต้องพูดตามนี้การปฏิบัติของพวกเจ้า จักต้องกำหนดรู้อยู่ที่สังโยชน์ ๔-๕ จักได้มีการระงับอารมณ์อันเป็นเหตุให้เกิดความพอใจ และไม่พอใจนี่จักต้องมีสติกำหนดรู้ไว้มิใช่ปล่อยให้กระเจิดกระเจิงไปตามอายตนะสัมผัส เหมือนดังที่ผ่านมานั้นใช้ไม่ได้

๙. เมื่อรู้ว่าพลาดก็จงตั้งต้นใหม่ เพียรต่อสู้เรื่อยไป อย่าท้อถอยมีกำลังใจตั้งมั่นไว้เสมอว่า บุคคลใดจักเข้าถึงพระนิพพานได้ บุคคลนั้นต้องตัดสังโยชน์ทั้ง ๑๐ ประการได้ จึงจักเข้าถึงได้เราเองก็จักต้องกระทำตามนั้น จักเดินทางอื่นเพื่อเข้าถึงพระนิพพานไม่ได้เลย

๑๐. การเอาชนะอารมณ์ที่เป็นกิเลสนี้ นี่แหละคืองานประจำ คืองานสำคัญที่เราจักต้องทำให้ได้ ถ้าปราศจากการกระทำงานนี้แล้ว การเข้าถึงพระนิพพานนั้นย่อมเป็นไปไม่ได้ เตือนจิตตนเองไว้เยี่ยงนี้ให้ดี ๆ ปฏิปทาใดที่ครูบาอาจารย์สอนแล้ว จงหมั่นเดินตามทางนั้นด้วยกำลังใจที่ตั้งมั่นในความเพียรหนทางใดเป็นทางพ้นทุกข์ จงเดินตามทางนั้นหนทางใดที่ท่านสอนไว้ว่าเป็นทุกข์ ก็จงละอย่าเดินซึ่งทางนั้น

๑๑. ความโกรธ โลภ หลง นั้นไม่ดีทางนี้ทำให้จิตมีอารมณ์ของความทุกข์ จักต้องใช้ปัญญาพิจารณาว่า อเนกชาติแล้วนะที่เราเดินมาตามทางแห่งความทุกข์นั้น ทุกข์เพราะความโกรธ โลภ หลง ทำให้จิตต้องเสวยทุกข์จุติไปตามอารมณ์เกาะทุกข์ เพราะความโกรธ โลภ หลงนั้นๆ

๑๒. เพลานี้พวกเจ้าได้พบแล้วซึ่งธรรมพ้นทุกข์ จงเดินตามมาเพื่อจักได้พ้นจากการจุติในวัฏฏสงสารให้ได้ก่อนตาย ร่างกายนี้ต้องตายแน่ จึงไม่ควรที่จักประมาทยอมแพ้เต้นตามกิเลสอยู่ร่ำไปขณะจิตนี้แพ้แล้วก็แพ้ไป ตั้งสติกำหนดรู้ แล้วรีบตั้งใจต่อสู้กับกิเลสใหม่ อย่าปล่อยเวลาให้เสียไปโดยไร้ประโยชน์ ขอให้หมั่นเพียรจริงๆ เถิด คำว่าเกินวิสัยที่จักชนะกิเลสได้ย่อมไม่มี

ธัมมวิจยะหรือ ธัมมวิจัย

(บุคคลใดที่ใคร่ครวญพระธรรมวินัยอยู่เสมอ บุคคลนั้นจักไม่เสื่อมจากพระธรรม หรือไม่เสื่อมจากสัจธรรมบุคคลใดเห็นธรรม บุคคลนั้นเห็นเราตถาคต ความเป็นพระพุทธเจ้าอยู่ที่พระธรรม หรือจิตที่ทรงธรรม มิใช่อยู่ที่ร่างกาย ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นพระพุทธพจน์ทั้งสิ้น)

จากการศึกษาพระไตรปิฎกว่าด้วยพระธรรมวินัย แล้วนำมา ธัมมวิจยะ พอสรุปได้ดังนี้

๑. ภิกษุอาทิกัมมิกะ (ภิกษุประพฤติชั่วโดยไม่รู้ก่อนที่จะบัญญัติศีล) เป็นผู้ทำให้เกิดศีล ๒๒๗ เพราะเหตุใด ต้นเหตุทั้งหมดเกิดจากอารมณ์โลภ โกรธ หลง และโลกธรรม ๘

๒. โลกธรรม ๘ กับศีล เกี่ยวข้องกันอย่างไร

๓. โลกธรรม ๘ กับอารมณ์ ๓ คือ โลภ – โกรธ – หลง ก็เกี่ยวเนื่องกันหมด

๔. ธรรมหรือกรรมทั้งหลาย ล้วนมาแต่เหตุทั้งสิ้น

๕. กฎของกรรมนั้นเที่ยงเสมอ และให้ผลไม่ผิดตัวด้วย

๖. พระองค์สอนหรือแสดงธรรมไปในทางเดียวกัน เกี่ยวเนื่องกัน เดินไปในทางเดียวกัน ไม่ขัดแย้งกันเลย ถ้าผู้รับฟัง ฟังแล้วเข้าใจ

๗. ที่เกิดการขัดแย้งกัน มีความเห็นแตกต่างกัน ( มีทิฏฐิต่างกัน) เพราะจิตของบุคคลผู้นั้นยังเจริญไม่ถึงจุดนี้ จึงเป็นเหตุให้เกิดอารมณ์พอใจ และไม่พอใจขึ้นหมายความว่ามีบารมีธรรมแค่ไหน ย่อมรู้ธรรมได้แค่นั้น เมื่อบารมีธรรมถึงแล้ว ก็จะเข้าใจ และไม่ขัดแย้งกันอีกต่อไป

๘. ในการปฏิบัติทั้งๆ ที่รู้ๆ อยู่นี่แหละ ก็ยังอดเผลอไม่ได้ เหตุจากโมหะ ความหลง หลงใหญ่ที่สุด คือ หลงคิดว่าร่างกายนี้เป็นของเราเป็นตัว สักกายทิฏฐิ (ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวเนื่องกับร่างกาย เรียกว่า สักกายทิฏฐิ) เมื่อหลงคิดว่าตัวกูเป็นของกูแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวเนื่องกับร่างกาย จึงเหมาเอาว่าเป็นของกูทั้งหมด

๙. ในการปฏิบัติสำหรับคนฉลาดมีปัญญาสูง พระองค์ทรงให้ตัดหลงใหญ่ตัวเดียวคือ สักกายทิฏฐิข้อเดียว หลงเล็กๆ ก็หลุดจากจิตหมด สามารถจบกิจในพระพุทธศาสนาได้

๑๐. กฎของกรรมคืออริยสัจตัวเดียวกันกรรมใดที่เราไม่เคยก่อไว้ทำไว้ในอดีต วิบากกรรมหรือผลของกรรมย่อมไม่เกิดกับเราในปัจจุบัน ทั้งฝ่ายดี (กุศลกรรม) และฝ่ายชั่ว (อกุศลกรรม)

๑๑. ใครหมดความหลงจึงจบกิจในพุทธศาสนาเพราะหลงเป็นเหตุ จึงทำให้เกิดอารมณ์ไม่พอใจ (ปฏิฆะหรือโทสะ) และพอใจ (ราคะหรือ โลภะ)

ที่เขียนมาทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่ตัวอย่าง เพื่อให้เห็นประโยชน์อันหาประมาณมิได้ ของธัมมวิจัย ซึ่งทำให้เกิดปัญญาในทางพุทธใครทำใครได้ ใครเพียรมากพักน้อย เดินทางสายกลางก็จบเร็ว แต่ส่วนใหญ่มักเพียรน้อย พักมาก ยังหาทางสายกลางไม่พบก็จบช้า

วิญญาณธาตุเป็นอย่างไร คืออะไร

หลวงพ่อฤๅษี ท่านเมตตามาสอนเรื่องนี้ไว้ มีความสำคัญดังนี้

๑. วิญญาณธาตุ หมายถึง ระบบประสาทสัมผัสทั้ง ๖ อายตนะ ๖ หรือประตูทั้ง ๖ ของร่างกายอันมีระบบประสาทรับรู้ของตา – หู – จมูก – ลิ้น – กาย โดยมีใจหรือจิตเป็นผู้รับรู้ (สมองเป็นหนึ่งในอาการ ๓๒ ของร่างกาย เป็นศูนย์รับระบบประสาทสัมผัสของร่างกาย ซึ่งทำงานของมันอยู่เป็นปกติ เกิดดับๆ อยู่เป็นสันตติธรรมผู้ที่ไปรับรู้เรื่องของสมองก็คือจิต จะเห็นได้ชัดเจนตอนร่างกายถูกดมยาให้สลบ หรือใช้ยาสลบ ร่างกายทุกส่วนก็สลบ รวมทั้งสมองด้วย แต่จิตไม่สลบ ยังคงรู้อยู่เป็นปกติ มิได้สลบตามร่างกาย จุดนี้ผู้ปฏิบัติธรรมได้ขั้นสูงเท่านั้น จึงจะรู้และเข้าใจได้)

๒. วิญญาณธาตุตัวนี้แหละเป็นตัวสร้างอารมณ์สุข (พอใจ) สร้างอารมณ์ทุกข์ (ไม่พอใจ) ให้เกิดแก่ร่างกาย

๓. บุคคลใดเอาจิตไปเกาะอารมณ์ทั้งสองแล้วหลงคิดว่า สุข-ทุกขเวทนาของกายนี้มีในเรา เป็นของเรา (เราคือจิตไม่ใช่กาย) มีในเขา เป็นของเขา แต่พอร่างกายมันตาย อารมณ์เหล่านี้ซึ่งเกิดจากวิญญาณธาตุ ก็ตายไปพร้อมกับกาย

๔. แต่จิตไม่เคยตาย จิตเป็นอมตะ ผู้ตายคือร่างกาย พร้อมวิญญาณธาตุ อันตรายอันใหญ่ยิ่งอยู่ที่จิตไปยึดเกาะติดวิญญาณธาตุ เกาะอารมณ์สุข-ทุกข์ว่าเป็นเราเป็นของเรา เอาเวทนาของกายมาเป็นเวทนาของจิต นี่แหละคือตัว สักกายทิฎฐิ ตัวอวิชชา

๕. เพราะแยกกาย – เวทนา – จิต – ธรรม ให้ออกจากจิตไม่ได้ สักกายทิฎฐิก็ตัดไม่ได้เช่นกัน
(ขออธิบายสั้นๆ ว่า กาย – เวทนา ๒ ตัวแรก เป็นเรื่องของร่างกาย กายหรือรูปกายปกติของมันก็ เกิดดับๆ เป็นสันตติธรรม เป็นปกติของมันเวทนาอาศัยกายอยู่ เมื่อกายเกิดดับๆ เวทนาก็ย่อม เกิด – ดับๆ ตามกาย๒ ตัวนี้ต้องมีสติกำหนดรู้อยู่เสมอ หากไม่กำหนดรู้ มันก็ไม่รู้ว่ามันเป็นทุกข์ของกายไม่เกี่ยวกับจิต ต้องกำหนดรู้ตลอดเวลา)

ส่วนจิต หมายถึง เจตสิก คือ อารมณ์ของจิต ซึ่งปกติไม่เที่ยง เกิด – ดับๆ ๆ อยู่เป็นสันตติธรรมเช่นกัน สิ่งใดไม่เที่ยงสิ่งนั้นเป็นทุกข์ ไม่ควรยึดว่ามันเป็นเราเป็นของเรา

ส่วนธรรมก็ เกิด – ดับ ๆ ๆ ไม่เที่ยง ใครยึดเข้าก็เป็นทุกข์ทันที แบบเดียวกันกับเจตสิก

สำหรับจิต คือ เรานั้นเป็นผู้รู้ เป็นผู้รับรู้เรื่องของธรรม ๔ ตัวนั้น คือ กาย – เวทนา – จิต – ธรรม มันเกิด – ดับๆ อยู่ตลอดเวลาคนละส่วนกับเราคือจิต ในการปฏิบัติที่ถูก จึงต้องรู้สักเพียงแต่ว่ารู้ รู้แล้ววางๆ ๆ ไม่ยึด – ไม่เกาะ – ไม่ปรุงแต่งไปตามสิ่งที่ตนรู้นั้นๆ ขอเขียนไว้สั้นๆ แค่นี้)

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

by admin admin ไม่มีความเห็น

หลวงพ่อเล่าเรื่อง…ทาน

ทาน 4 ส่วน
หลวงพ่อค่ะ แล้วที่เขาบอกว่าก่อนจะเอาเงินทำบุญทำทานต้องแบ่งเป็น 4 ส่วนก่อน หมายความว่าอย่างไรคะ…..?

ในเรื่องพระเวสสันดร การให้ทานพระพุทธเจ้าบอกว่าต้องแบ่ง 4 ส่วน คือ
1. ชำระหนี้เก่า
2. เป็นเจ้าหนี้ใหม่
3. ฝังไว้
4. ทิ้งเหว
ชำระหนี้เก่าคือ คือบิดามารดาและผู้มีพระคุณ ต้องสงเคราะห์ท่านตามกำลัง
เป็นเจ้าหนี้ใหม่ ลูกสาวลูกชายต้องสงเคราะห์ใช่ไหม
ฝังไว้ สร้างความดีในส่วนกุศล
ทิ้งเหว คือกิน
ทั้ง 4 อย่างนี้ ใช้ 4 หารไม่ได้นะ ต้องดูความเหมาะสมโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ห่วงให้มากคือทิ้งเหว ตัวนี้ถ้าน้อยเกินไปมันจะเดือดร้อนมันเบียดเบียนตัวเอง ต้องแบ่งส่วนให้เหมาะสม
การทานพระพุทธเจ้าบอกว่า อย่าให้เบียดเบียนตัวเอง ถ้าเบียดเบียนตัวเอง อัตตกิลมถานุโยค เป็นการทรมานตัว
และการให้ทานพระพุทธเจ้าให้ดูอีกว่า ควรให้หรือไม่ควรให้ ถ้าให้ในเขตของคนเลวอานิสงค์น้อย อาจจะไม่มีเลย รู้ว่าคนนี้ควรจะให้เราก็ให้ ถ้าไม่ควรให้เราก็ไม่ให้ ให้แล้วไปกินเหล้า เมายา ไปสร้างอันตรายกับคนอื่นเราไม่ให้ดีกว่า เป็นการต่อเท้าโจร
เวลาจะให้ท่านว่างกฎไว้อย่างนี้
1.ผู้ให้บริสุทธิ์
2.ผู้รับบริสุทธิ์
3. วัตถุทานบริสุทธิ์
ของดีก็ตาม ของเลวก็ตามมีอานิสงค์มาก อานิสงค์คือความดี ความชื่นใจมาก
ถ้าผู้ให้บริสุทธิ์ ผู้รับบริสุทธิ์ วัตถุทานไม่มีความบริสุทธิ์ ความดีน้อยลง 
แต่ผู้ให้บริสุทธิ์ ผู้รับไม่บริสุทธิ์ วัตถุทานไม่บริสุทธิ์ ให้บาทหนึ่งจะได้สักสตางค์หรือเปล่าก็ไม่รู้
รวมความว่าต้องบริสุทธิ์ 3 อย่าง ถ้าลดไปอย่างใด อย่างหนึ่งอานิสงส์ก็ลดตัวตัวลงมา ถ้าลดเสียหมดเลยก็ไม่มี
แต่ว่าทาน พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้อีกประเภทหนึ่งต้องครบ 3 กาลจึงจะมีอานิสงค์
อนาถบิณฑิกเศรษฐี
มีเรื่องเล่าว่าในสัมยหนึ่ง เมื่อท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีจนลงเพราะเคราะห์กรรมบางอย่างทำลายท่าน เงินที่เขากู้ไปก็โกง ไอ้คนที่อยู่ภายในบ้านมันก็ขโมยของ ทรัพย์ที่ฝังไว้ชายทะเลชายแม่น้ำ แผ่นดินก็พังทรัพย์จมไปทั้งหมด ท่านจนขนาดข้าวเป็นเม็ดแทบไม่มีกิน ต้องกินปลายข้าว
แต่ว่าท่านศรัทธาของท่านไม่ถอย ท่านนิมนต์พระพุทธเจ้าพร้อมไปด้วยพระสงฆ์ไปฉันภัตตาหารที่บ้าน ท่านก็เอาปลายข้าวละเอียดเรียกว่าข้าวปลายเกวียนต้ม แล้วก็เอาผักดวงเปรี้ยวๆเค็มๆ ทำมาถวาย พระพุทธเจ้า พุทธเจ้าก็ฉันแบบนี้เหมือนกัน
เวลาที่พุทธเจ้าฉันอยู่ท่านก็นั่งใกล้ๆ กราบทูลพระพุทธเจ้าว่าเวลานี้ทานของข้าพระพุทธเจ้าเศร้าหมอง พระพุทธเจ้าข้า พระพุทธเจ้าถามว่า เธอมีเจตนายังไง ก่อนจะให้เธอมีความรู้สึกยังไง ท่านจึงได้บอกว่า ก่อนจะให้เต็มใจพร้อมเสอม เตรียมใจก่อนแล้ว

ของเลวก็มีอานิสงส์


พระพุทธเจ้าก็ถามว่า ในขณะที่ให้เธอมีความรู้สึกยังไงท่านก็บอกว่า ในขณะที่ให้ท่านก็ปลื้มใจ พระพุทธเจ้าข้า พระพุทธเจ้าก็ถามว่า เมื่อให้แล้วเป็นยังไง ท่านก็บอกว่า ให้แล้วก็เกิดความเลื่อมใส ดีใจว่าให้แล้ว พระพุทธจึงได้ตรัสว่า ดูก่อนเศรษฐี ลูขัง วา ปณีตัง แปลว่า ดี
ท่านตรัสว่า ถ้าคนให้มีเจตนาพร้อมเพรียงทั้ง 3 กาลคือ
1. ก่อนจะให้ตั้งใจว่าจะให้
2. ขณะที่ให้ก็ดีใจ
3. เมื่อให้แล้วเกิดความเลื่อมใส
อย่างนี้ของดีก็ตามของเลวก็ตาม ย่อมมีสงส์เลิศมีอานิสงส์
ถ้าหากว่าเราไม่รู้จะเลือกยังไง องค์นี้จะเป็นพระโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์หรือเปล่า หรือเป็นพระโปเก พระเชียงกง ถ้าเราไม่รู้ ก็ถวายเป็นสังฆทานเลย เพราะสังฆทานมีอานิสงส์ มาก รองจากวิหารทาน
หลวงพ่อคะ กุศลชนิดใดที่มีอานิสงส์มากกว่าวิหารทานบ้างครับ…..? 
สัพพทานัง ธัมมทานัง ชินาติ การให้เป็นทานชนะการให้ทั้งปวง
ธรรมทานนี่สูงสุดใช่ไหมครับ…..?
พระพุทธเจ้าท่านบอกที่สุด ชนะทั้งหมดไงล่ะ แต่ว่าธรรมทานเฉยๆ เกิดไปชาติหน้าก็อด อดจริงๆนะ เพราะมีตัวอย่างมาแล้ว
ขาดทานบารมี
ในสมัยพระพุทธเจ้าเอง มีคนๆหนึ่งเกิดความเลื่อมใสในพระพุทธเจ้าศาสนาก็ขอบวช ตอนเช้าไปบิณฑบาต พระใหม่ก็ต้องเดินท้ายแถว พอเขาใส่บาตร พอจะถึงองค์ท้ายข้าวหมด คือเขาไม่มีเจตนาให้ไม่ทั่วนะ แต่เขาไม่เห็นองค์ท้าย เขาเทใส่บาตรรององค์ท้ายหมด
รุ่งขึ้นมาท่านอุปัชฌาย์ก็บอก เอ้า……วันนี้คุณเดินหน้า เดินหน้าสุด ส่วนชาวบ้านก็นึก เมื่อวานเราใส่หม้ามันไม่หลัง วันนี้เราใส่หลังมาก่อนดีกว่า แก้ตัวใหม่ แต่อุปัชฌาย์ท่าน รู้กฎของกรรม ถ้าบอกเฉยๆๆกลัวจะไม่เชื่อ
รุ่งขึ้นอีกวัน อุปัชฌาย์บอก คุณ…..วันนี้ยืนกลาง ถ้าชาวบ้านใส่หน้าใส่หลังก็ถึงแน่ พอวันที่สาม ชาวบ้านบอกวันก่อใส่ต้นไม่ถึงท้าย วันที่สองใส่ท้ายไม่ถึงต้น วันนี้แบ่งเป็นสองพวกเลย พอถึงตรงกลางเจ๊งอีแล้ว
พอวันนี้ที่สี่ อุปัชฌาย์ เอาใหม่ วันนี้คุณรองฉันชาวบ้านก็ใส่ทางหน้ามา ไม่เห็นองค์อีกที่สองอีก เลยมาใส่องค์ที่สาม
วันต่อมาอุปัชฌาย์ต้องเอามือจับบาตร จึงได้ข้าว เพราะอาศัยอดข้าว เพราะท่านอดแบบนี้ ท่านเลยได้เป็นอรหันต์ พระพุทะเจ้าทรงบอกว่า ท่านผู้นี้เมื่อเกิดไม่นิยมการให้ทานวัตถุ นิยมแต่ธรรมทาน หมายความว่านิยม แต่ ปรมัตถธรรม อย่างเดียว มี ศีล สมาธิ ปัญญา ทานไม่มี
นี่เห็นไหม เกือบจะพังอยุ่แล้ว แต่นี่พูดถึงเรื่องทานนะ ศีลก็ต้องรักษาเป็นเขตไป ถ้าทำลายศีลเป็นฌานสมาบัติ เป็นสีลานุสสติกรรมฐาน บุญก็สูงกว่านั้นอีก
ถ้าหากว่าทำจิตให้เกิดปัญญา ตัดกิเลสได้ ก็สูงกว่านั้นอีก ถ้า ตัดกิเลสซึ่งเรียกว่าสังโยชน์ 3 ข้อ เป็นพระโสดาบัน สกิทาคามี ตัดกิเลสในสังโยชน์ได้ 5 ข้อ เป็นพระอนาคามี ตัดได้ 10 ข้อเป็นอรหันต์
ธรรมปฏิบัติเล่มแปด โดยหลวงพ่อพระราชพรหมยาน(พระมหาวีระ ถาวโร ) วัดจันทาราม จ. อุทัยธานี

by admin admin ไม่มีความเห็น

พิธีสะเดาะเคราะห์ หลวงพ่อฤาษี วัดท่าซุง

คำว่า เคราะห์กรรม เป็นวิธีเรียกของพรหมณ์ ทางพระพุทธศาสนาเรียกว่า กฏของกรรม 
คณาจารย์ต่างๆ เรียกไม่เหมือนกันแต่ผลมันเหมือนกัน นั่นคือ ความทุกข์ 
ถ้าอยากทราบว่า ความทุกข์มาจากไหน ก็จะเล่าให้ฟัง

ประการแรก การป่วยไข้ไม่สบายทางร่างกาย มาจากกรรมปาณาติบาต การฆ่าสัตว์ตัดชีวิต

ประการที่ ๒ ความทุกข์เกิดจากไฟไหม้บ้าง ขโมยปล้น ขโมยจี้ ลมพัดให้บ้านพัง น้ำท่วม 
มาจากโทษอทินนาทาน การลักขโมยของเขาจากชาติก่อน

ประการที่ ๓ เคราะห์กรรมที่ทำให้คนใต้บังคับบัญชาดื้อด้าน ว่ายากสอนยากไม่เชื่อฟัง 
มาจากโทษกาเมสุมิจฉาจาร เจ้าชู้จัดในชาติก่อน

ประการที่ ๔ เราพูดดีแต่คนอื่นไม่ชอบฟัง ไม่เชื่อฟัง มาจากโทษมุสาวาทจากชาติก่อน

ประการที่ ๕ การเป็นโรคปวดหัวบ่อยๆ หรือโรคประสาทก็ดี เป็นบ้าก็ดี 
เป็นโทษมาจากกฏของกรรม คือ ดื่มสุราเมรัย ในชาติก่อน อันนี้เป็นหลักหยาบๆ หลักใหญ่นะ

อย่างคนตาบอด ในสมัยชาติก่อน เขาทำบุญเห็นแล้ว แกล้งทำเป็นไม่เห็น 

อย่างคนหูหนวก เขาทำบุญสุนทาน เขาฟังเทศน์ฟังธรรมกันแกล้งส่งเสียงกลบ
เขาฟังเทศน์ฟังธรรม เขาคุยกันด้วยความเคารพในธรรม เราแกล้งส่งเสียงกลบ 
เกิดเป็นคนหูหนวก ๕๐๐ ชาติอย่างนี้เป็นต้น

ก็รวมความว่า ขึ้นชื่อว่า เคราะห์กรรม คือ กฏของกรรมเก่าของเราในชาติก่อน 
คนทุกคนที่เกิดมานี้ที่ไม่มีกรรมเก่า ที่กรรมไม่ดี ไม่มีนะ ไม่เคยทำบาปนี้ไม่มี…

ทีนี้คำว่า สะเดาะเคราะห์ หมายความว่า ทำให้เคราะห์หมด 
คำว่า สะเดาะเคราะห์ไม่มีศัพย์ในทางพระพุทธศาสนา เป็นศัพย์ของคณาจารย์ต่างๆ 
ในทางพระพุทธศาสนาไม่มี ในเมื่อไม่มี ทำไมวัดท่าซุงจีงบอกว่า สะเดาะเคราะห์ 
ก็เลยบอกว่าพูดตามเขา ทีนี้การทำคราวนี้ไม่ใช่สะเดาะเคราะห์ เป็นการสร้างความดี 
ความโชคดีให้เกิดขึ้น คือ หมายความว่าทำบุญให้มีกำลังสูง

คำว่า เคราะห์ คือ บาป เราล้างไม่ได้ แต่ถ้าหากว่าทำความดีให้มีกำลังสูงกว่า 
คำว่า เคราะห์จะเปรียบเทียบให้ฟัง เหมือนกับคนยืนอยู่กลางแดดจัดๆ 
เวลานี้อยู่ในร่มมันก็ร้อน ถ้ายืนกลางแดดมันก็ร้อน ถ้าทำบุญน้อยๆ ก็เหมือนกับมีร่มเล็กๆ 
ไปกางบังอยู่มันก็เย็นไปหน่อยหนึ่ง ทำบุญที่มีอานิสงส์มากๆ ก็เหมือนกับมีคนเอาน้ำไปราดให้ 
ก็มีความเย็น ถ้าทำ บุญที่มีกำลังสูงใหญ่อย่างเราเจริญกรรมฐาน เหมือนกับเราแช่ในอ่างน้ำ 
ถึงเราจะอยู่กลางแจ้ง กลางแดด ความร้อนมันก็น้อยไป 
ข้อนี้ฉันใด การสะเดาะเคราะห์ก็เหมือนกัน การสะเดาะเคราะห์ไม่ได้ทำให้หมดไป

ตัวอย่าง : ในสมัยองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระชนม์อยู่ 
ในครั้งหนึ่งองค์สมเด็จพระบรมครูทางเทศน์เรื่อง กายคตานุสสติกรรมฐาน 
กับ อสุภกรรมฐาน สองอย่าง 
คำว่า กายคตานุสสติกรรมฐาน หมายถึงการพิจารณาร่างกายของตนเอง …
อสุภกรรมฐาน ให้เห็นว่าร่างกายทุกคนเต็มไปด้วยความสกปรกโสโครกทั้งหมด
พระ ๖๐ องค์เศษๆ ฟังแล้วพิจารณาตามเกิดความสลดใจเห็นว่าร่างกายของคน
มีความสกปรกมาก มีความเบื่อหน่าย หลังจากเทศน์จบองค์สมเด็จพระจอมไตร 
ทรงบอกว่า นับแต่บัดนี้เป็นต้นไป ฉันจะเข้าไปอยู่ในถ้ำ ๑๕ วัน 
ขณะที่อยู่ในถ้ำ ๑๕ วันห้ามมิให้คนอื่นเข้าพบ นอกจากพระที่ส่งอาหาร

บรรดาพระ ๖๐ องค์เศษๆ เหล่านั้น เมื่อฟังเทศน์จบก็พิจารณาร่างกายว่ามันสกปรก 
มีความรังเกียจร่างกายมาก ท่านเปรียบเทียบบอกว่า เหมือนหนุ่มสาวที่อาบน้ำใหม่ๆ แต่งตัวสวยๆ 
แล้วมีคนเอางูเน่ามาคล้องคอ หรือเอาสุนัขเน่ามาแบกที่บ่าหรือใส่ที่บ่า มีความรังเกียจขนาดนั้น 
ในที่สุดก็ฆ่าตัวตายเองบ้าง จ้างคนอื่นฆ่าบ้าง พอครบ ๑๕ วันพระพุทธเจ้าก็ออกจากถ้ำ 
ก็มีพระถามว่า การที่พระองค์ทรงเทศน์ กายคตานุสสติ อสุภกรรมฐาน ทั้งสองอย่าง
ทรงทราบหรือไม่ว่าพระ ๖๐ องค์เศษๆ จะฆ่าตัวตาย หรือจ้างคนอื่นฆ่าตัวตาย 
พระพุทธเจ้าบอกว่าทราบ ในเมื่อทรงทราบพระก็ถามว่า ทำไมจึงเทศน์ทั้งที่ทราบว่าเขาจะฆ่าตัวตาย 
พระพุทธเจ้าท่านก็บอกว่า ขึ้นชื่อ กฏของกรรม ไม่มีใครหนีพ้น จะเทศน์อย่างนั้นหรือไม่เทศน์ก็ตาม 
เขาก็ต้องฆ่าตัวตาย หรือจ้างคนอื่นฆ่าตัวตาย เพราะกฏของกรรมเดิม 
กรรมเดิมที่พระพวกนี้เคยเป็นพรานฆ่าเนื้อ ฆ่าสัตว์มาก่อน มันติดตามมาทัน เขาต้องตายแบบนั้น

ฉะนั้นก่อนจะตาย ตถาคตจึงเทศน์กายคตานุสสติกรรมฐาน อสุภกรรมฐานสองอย่างรวมกัน
ให้เขาพิจารณาเบื่อในร่างกาย ในเมื่อเขาตาย เขาไปนิพพานไม่ดีกว่าหรือ

ทีนี้การทำคราวนี้ ก็เช่นเดียวกัน ไม่ใช่ทำลายให้เคราะห์หมดไป การทำลายเคราะห์ คือ บาป 
ทำลายไม่ได้โยม แต่ว่าเราทำบุญให้มีกำลังสูงขึ้น อย่างญาติพุทธบริษัทที่มานั่งที่นี่ทุกคน 
ไม่ใช่มีแต่เคราะห์ โชคก็มี คือชาติก่อนมีทั้งความดีมีทั้งความชั่ว มีทั้งบุญและบาป 
ขณะใดที่มีการป่วยไข้ไม่สบาย นั่นคือผลของบาปเข้าสนอง 
แต่ว่าทุกคนมีทรัพย์สินอยู่ได้เพราะผลของทาน ทานการให้ในชาติก่อน ทำให้คนมีทรัพย์สิน 
แต่การมีทรัพย์สินทำไมจึงไม่เสมอกัน อย่างทานที่มีกำลังสูงสุดในด้านวัตถุก็คือ วิหารทาน 
เป็นทานที่มีกำลังสูงมาก ทานที่รองลงมาก็คือ สังฆทาน สังฆทานนี่โดยเฉพาะอย่างยิ่ง 
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า คนที่เคยถวายสังฆทานแล้วครั้งหนึ่งในชีวิต 
ตายแล้วเกิดกี่ชาติก็ตาม ถ้ายังไม่เข้าพระนิพพานเพียงใด จะไม่พบกับความยากจนเข็ญใจ 
จะเป็นเศรษฐี มหาเศรษฐีทุกชาติ ทีนี้คนที่เขาเป็นเศรษฐมหาเศรษฐีเพราะว่า 
เขาเคยถวายสังฆทานในกาลก่อน อันนี้เป็นผลอันหนึ่งที่เราจะทำ เพื่อเป็นการหลีกเร้นกฏของกรรม 
คือ บาป บาปถึงแม้มันจะกลั่นแกล้งขนาดไหนก็ตาม แต่เรามีกำลังบุญสูง คือคล้ายๆ กับสุนัขไล่กัด 
ถ้าเราวิ่งเร็วมันก็กัดไม่ทัน ถึงกัดทันก็กัดไม่ถนัด

ประการที่สอง ต่อนี้ไปจะให้ญาติโยมทั้งหลายรับศีล การสมาทานศีลมีอานิสงส์ ๓ อย่างคือ

๑. สีเลนะ สุคะติง ยันติ คนที่มีศีลอยู่แล้ว เวลามีชีวิตอยู่ก็มีความเป็นปกติสุข 
ตายจากความเป็นคนก็ไปเกิดเป็นเทวดา เป็นนางฟ้ามีความสุข

๒. สีเลนะ โภคะสัมปะทา ในขณะที่มีชีวิตอยู่เรามีศีลบริสุทธิ์ ทรัพย์สินก็ไม่เปลือง
ก็มีการเป็นอยู่ดีในการครองทรัพย์สิน ตายไปก็ร่ำรวยมาก

๓. สีเลนะ นิพพุติง ยันติ คนที่รักษาศีลได้ดี จะไปนิพพานได้โดยง่าย

นี่คืออานิสงส์ของศีล หลังจากนั้นไปจะให้ญาติโยมพุทธบริษัท เจริญวิปัสสนา คือเจริญกรรมฐาน 
ใช้กำลังพุทธานุสติกรรมฐานเป็นกำลัง นี่เป็นบุญใหญ่ที่สุดในพระพุทธศาสนา 
บุญในพระพุทธศาสนามี ๓ ชั้น คือ ทาน ศีล ภาวนา ภาวนานี่เป็นบุญใหญ่ที่สุด
จะให้ญาติโยมภาวนาว่า พุทโธ เป็นการนึกถึงพระพุทธเจ้า เวลาหายใจเข้านึกว่า พุท เวลาหายใจออกนึกว่า โธ 
ใช้เวลา ๑๐ นาที จงอย่านึกว่าแค่ ๑๐ นาที จะมีบุญน้อย ความจริงไม่ใช่น้อย มีกำลังมากเหลือเกิน 
การนึกถึงพระพุทธเจ้าอย่าง มัฏฐกุลฑลีเทพบุตร หรือ สุปติฏฐิตเทพบุตร ซึ่งเขาไม่เคยนับถือพระพุทธเจ้า 
เขานึกถึงท่านอยากให้ท่านมารักษาโรคให้หาย เพียงเท่านี้ไม่ได้เคารพอย่างเรา 
เขาตายจากความเป็นคน ไปเกิดเป็นเทวดาบน สวรรค์ชั้นดาวดึงส์เทวโลก 
แต่นี่เรา เจริญพระกรรมฐาน นึกถึงพระพุทธเจ้าด้วยอารมณ์ของความเคารพจริงๆ 
อานิสงส์มากไปกว่านั้น ปรารถนานิพพานในชาตินี้ยังได้

หลังจากนั้นจะมีพระเจริญพระอภิธรรม สวดอภิธรรมมาติกา คำว่า มาติกา 
เขาสวดสำหรับคนตาย และพวกเราตายแล้วหรือยัง แต่ความจริงเขาไม่ได้สวดเพื่อคนตาย 
คนตายไม่ได้ฟัง เขาสวดให้คนที่ยังไม่ตายฟัง เพราะบทมาติกานี่อานิสงส์มาก
เพียงแค่รับฟังอย่างไม่รู้เรื่อง อย่างค้างคาว ๕๐๐ ตัว ฟังสวดอภิธรรมเพียงแค่เพลิดเพลิน 
ไม่ทราบผู้สวดเป็นพระ ไม่ทราบว่าธรรมที่สวดเป็นธรรมะ เพลินไป 
ผลที่สุดเท้าก็หลุดจากที่เกาะหล่นลงมาตายทั้ง ๕๐๐ ตัว 
หลังจากตายจากความเป็นค้างคาวแล้วไปเกิดเป็นเทวดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เทวโลก 
ในเมื่อพระพุทะเจ้าองค์นี้มาตรัส เขาเกิดเป็นลูกชาวประมง ในที่สุดเขาก็ฟังอภิธรรม 
เพียงแค่จบเดียวโดยย่อ ก็บรรลุพระอรหันต์ทั้งหมด นี่แค่สัตว์เดรัจฉานนะเขาไม่รู้เรื่อง
ยังมีอานิสงส์อย่างนี้ ฟังแล้วชาติเดียวเกิดเป็นเทวดาและหลังจากนั้นมาก็เป็นพระอรหันต์

ท่านทั้งหลายฟังแล้วด้วยความเคารพ รู้ว่าท่านผู้สวดเป็นพระ คำสวดเป็นธรรมะ
ที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนและฟังด้วยความตั้งใจจริงอย่างนี้ ถ้าปรารถนิพพานชาตินี้ยังได้ 
ถ้าไม่ได้จริงๆ ก็ไปเกิดเป็นเทวดานางฟ้าหรือพรหม เวลานั้นก็เจอะพระศรีอาริยเมตตรัย 
ฟังเทศน์จากพระศรีอาริย์จบเดียวก็ป็นพระอรหันต์ นี่เป็นของไม่ยาก ง่ายๆ นะ 
ตั้งใจให้ดีนะหลังจากนั้นพิธีสะเดาะเคราะห์จะเกิดขึ้นนั่นคือว่าจะให้ พระบังสกุลตาย

ตอนที่ พระบังกุลตาย ขอบรรดาญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย ให้ตั้งใจคิดว่า 
เวลานี้ขอผลของความชั่วทั้งหมดบาปกรรมที่ทำมาแล้วจาก… (การละเมิดศีล ๕)…
ที่ทำให้จิตใจเรามีความทุกข์ มีความเร่าร้อน ให้มันสลายตัวไป พร้อมกับคำบังสกุลตายของพระ 

หลังจากนั้นพระจะ บังสกุลเป็น ตอนนั้นบรรดาพุทธบริษัท ก็ตั้งใจคิดว่า 
เวลานี้เราเกิดใหม่พร้อมความดี คือ 

๑. ศีลที่เราสมาทานแล้ว 

๒. สังฆทานที่เราทำแล้วมีอานิสงส์ใหญ่ 

๓. การภาวนาซึ่งเราทำแล้ว 

๔. วันนี้บวชเณร ๘๕ องค์ บวชชีพราหมณ์ ๖๐ องค์เศษๆ คนทั้งหมดที่บวช
เป็นนักเรียนโรงเรียนสุธรรมยานเถระวิทยา เป็นนักเรียนที่ได้สมาบัติ คือได้ฌานโลกีย์ทั้งหมด
โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมาบัติขั้นอภิญญา เขาสามารถไปเที่ยวสวรรค์ นรกได้ 
เพราะโรงเรียนนี้มีกฏบังคับ เด็กที่เข้าโรงเรียนนี้ ต้องเจริญกรรมฐานก่อน 
ต้องสอบกันก่อนว่าเที่ยวสวรรค์นรกได้หรือเปล่า ระลึกชาติได้หรือเปล่า 
ถ้าทำไม่ได้เข้าโรงเรียนนี้ไม่ได้ เมื่อเข้ามาได้แล้วก็มีการซักซ้อมทุกอาทิตย์ 
เป็นอันว่าเณรและชีพวกนี้เป็นผู้ทรงฌาน เป็นผู้ปฏิบัติตนเพื่อพระโสดาปัตติมรรค 
ทำบุญมีอานิสงส์มาก

ฉะนั้นบรรดาท่านพุทธบริษัท ถ้าต้องการทำบุญให้มากขึ้น 
เวลาเลิกแล้วก็เอาสตางค์มาใส่ขัน ตั้งใจบวชเณรบวชชี 
มากก็ได้น้อยก็ได้ ๕ สตางค์ก็ได้ ๑๐ สตางค์ก็ได้ สลึงก็ได้ 
บาทก็ได้ ตามชอบใจ ตามที่จะพึงทำได้ ให้ตั้งใจคิดว่า 
เวลานี้เราบวชเณรบวชชี

สำหรับการบวชเณรนี่บรรดาญาติโยมพุทธบริษัท ถ้าเป็นพ่อแม่ของเณร 
ถ้าลูกบวชหนึ่งองค์ เขาจะมีอานิสงส์เกิดเป็นเทวดานางฟ้า หรือเป็นพรหม
ได้คนละ ๑๕ กัป ลูกชายได้ ๓๐ กัป ญาติโยมที่ไม่ใช่พ่อแม่ของเณร
จะได้อานิสงส์คนละ ๔ กัป ทีนี้มัน ๘๕ องค์นี่ เอา ๔ คูณ ๘๕ เข้าได้เท่าไหร่ 
ก็รวมความว่าก็ได้ ๓๐๐ กัปกว่า ถ้าเราตายจากชาตินี้เป็นเทวดาหรือพรหม
ก็สามารถเป็นเทวดาหรือพรหม อยู่ได้ถึง ๓๔๐ กัป 
ในเมื่อท่านทั้งหลายมีบุญขนาดนี้ก็อยู่ไม่ถึง ๓๐๐ กัป ไปนิพพานแน่ 
ก็เป็นอันว่ามีความดีใหญ่ 

(จากหนังสือสมบัติพ่อให้หน้า ๒๔๓ -๒๔๘)

by admin admin ไม่มีความเห็น

ตายจากสุนัขไปเกิดบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

“..ตอนที่อาตมาและคณะเดินทางไปประเทศนิวซีแลนด์เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๕๒๙ ได้ไปที่ทะเลสาบโรโตรัว
ในทะเลสาบแห่งนี้ เวลานี้มีปลาอยู่ตัวหนึ่งรูปร่างคล้ายปลาตะโก้หรือปลาแดง ตัวยาว ๑ โยชน์ 
กำเนิดของปลาตัวนี้จริงๆ ในสมัยนั้นเป็นปลายสมัยพระพุทธเจ้าสมเด็จพระพุทธกัสสป
เวลานั้นมีสุนัขตัวหนึ่ง พวกเมารีทั้งหมดไม่ชอบฆ่าสัตว์ ชอบเลี้ยงสัตว์ ชอบให้ทาน 
โปรดสัตว์มากและมีฝูงปลาอยู่ ชอบเลี้ยงปลาด้วย พอลงไปใกล้แม่นํ้าปลาจะวิ่งเข้ามาหาเลย สุนัขตัวนี้ก็ชอบไปดูปลาด้วย เวลาให้อาหารปลามันก็มองดู เวลาเขาเปิดอาหารปลาไว้ 
มันอยากไปดูปลามั่ง มันก็คาบอาหารโปรยและก็มองดูปลา


หลังจากตายจากสุนัขชาตินั้นแล้ว อาศัยมีเมตตาจิตก็ไปเสวยสุขอยู่บนแดนสวรรค์
ชั้นดาวดึงสเทวโลกชั่วคราว และอาศัยความมีเมตตาจิตจึงขออธิษฐานมาเกิดเป็นปลายักษ์
ยาว ๑ โยชน์เพื่อเลี้ยงปลาตัวเล็กๆ เพราะเห็นปลาตัวเล็กๆ เป็นเหยื่อของปลาตัวใหญ่ หาอาหารได้ยาก 
ก็เอาตะไคร่นํ้าหรืออาหารที่ตัวเหลือกิน พ่นออกมาเลี้ยงปลาตัวเล็ก เวลานี้ก็ทำแบบนี้อยู่ ยามปกติไม่ไปไหนก็พลิกตัวไปพลิกตัวมา ขยับได้นิดหน่อย  ความจริงเขาก็มีความเป็นอยู่คล้ายเป็นทิพย์ ถึงแม้มีเศษอาหารสักนิดหนึ่งหรือเห็นตะไคร่นํ้าก็ตาม กินนิดเดียวก็อิ่ม ตะไคร่ที่ติดอยู่ข้างตัวก็เป็นอาหารของปลาเล็กๆ เมื่อปลาเล็กเข้าไปอยู่ใกล้ ปลาใหญ่ที่เป็นศัตรูจะไม่กล้าเข้าไปอยู่ใกล้ ไม่กล้าเข้าไปทำอันตรายบรรดาปลาทั้งหลายเหล่านั้น
รวมความว่าประวัติของปลาตัวใหญ่ยาว ๑ โยชน์มาจากสุนัขตัวเล็ก
ถามเขาว่า “จะอยู่อีกกี่ปี” เขายืนยันว่าเขาจะอยู่อีก ๒๙ ปีก็จะตายจากความเป็นปลาขึ้นไปอยู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ตามเดิม จากนั้นเขาตั้งใจรอพระศรีอาริย์ แต่ถ้ามาช้าเกินไปเขาจะไปก่อน เวลานี้เทวดาล้อมเขาเต็ม เทวดาไม่ต้องดำนํ้าหรอก


การที่ท่านเล่าเรื่องนี้ให้มิใช่ประสงค์จะให้ทะนงตัว แต่ให้จำไว้ว่าการเกิดชาติใดชาติหนึ่งก็ตาม มันเป็นอนิจจังหาความเที่ยงไม่ได้ จะเห็นว่าความเที่ยงแท้แน่นอนไม่มี ใครมีปัญญาก็เอาไปคิดเป็นวิปัสสนาญาณ..”
จาก หนังสือ ตายแล้วไม่สูญ…แล้วไปไหน


เรื่อง…หมาของหลวงพ่อ
มีหมาอยู่ตัวหนึ่งทำท่าแหยๆ เรียก ไอ้ตี๋ๆ ทำท่าเหมือนตี๋ แต่อย่าไปโกงเชียวนะ พ่อสู้ไม่ว่าใคร ตัวเล็กแต่คอยวิ่งส่งวิ่งรับ ที่แรกเรานึกสงสาร ไอ้ตัวนี้จะสู้ใครเขาได้ ที่ไหนได้พวกไปแหย่หน่อยเดียวฟัดดะ ปกติท่าทางเรียบร้อย วันหนึ่งแม่ศรีเขามาบอกชื่อ ตัวนั้นชื่อนั้นๆ ตัวนี้ชื่อนี้ พอเรียก พระยา หน่อย หูรี่วิ่งเข้ามา แม่ศรีเขาบอกเดียวนั้นก็เรียกเดียวนั้นเลยหูรี่แสดงออกชัด ดีอกดีใจ เป็นชื่อเก่าเขา
มีตัวหนึ่งตัวเล็กที่สุด ป่วยตั้งแต่เกิดตั้งหลายเดือน มันไม่ยอมหายกับเขาเสียที เราก็หนักใจว่ามันจะตาย ท่านย่ามาบอก
“ไปเรียกมัน ชูศรี ซิ “
หูรี่วิ่งมาหาเลยคำแรกเท่านั้นนะมันรู้จักชื่อ เราระยำไม่รู้จักชื่อหมา มันแปลกจริงๆ น่าอัศจรรย์ ทำท่าหาย ทำท่าดีใจ
“เพราะฉนั้นเห็นสุนัขจะดูถูกไม่ได้ว่าเป็นหมานะเจ้าคะ”
สุนัข นี้เขาไม่ได้แปลว่าหมา เขาแปลว่า เล็บงาม ถ้าหมายตามศัพท์คือ สา สุนัขนี่ไม่แน่บางตัวเป็นพระโพธิสัตว์
มีอีกตัวตอนนี้มันแก่ ไม่ใช่ป่วย เดินจะไม่ไหว ชื่อ โคล่า 
เมื่อวานนอนดูอยู่ พระท่านมาถามว่า 
“รู้จักโคล่าไหม ?”
ถาม “ทำไมครับ? “
ท่านบอกว่า 
“เธอเห็นมันแปลกอะไรบ้างไหม”
บอก “เห็นครับ “
เพราะว่าเจ้านี่เวลาแม่มันอยู่มันกินมูมมาม กินเสร็จแล้วก็ออกไปเกะกะโวยวาย เจ้าแม่มันเป็นสุนัขเรียบร้อย เวลาเขาให้กินยังไม่กิน นั่งเรียบร้อย พอแม่มันตายวันนั้นทำเหมือนแม่มันเลย เหมือนหมดทุกอย่างจนกะทั่งถึงวันนี้นะ 
แล้วตอนก่อนนี้ขึ้นไปรับแขก แม่มันขึ้นไปเป็นเพื่อนพอแม่มันตายแล้ว 
ก็เจอะโคล่าอยู่ข้างล่าง บอก 
“โคล่า ตอนนี้แม่ตายแล้วนะ หลวงพ่อไม่มีเพื่อน ไปอยู่เป็นเพื่อน “
พอรุ่งขึ้นก็ไปถึงที่ 
พอต่อมา บอก 
“โคล่า กินข้าวถ้าหากอิ่มบ้างไม่อิ่มบ้าง ไปขอป้าเขานะ”
ถึงเวลากินก็เข้าไปไม่ต้องนำ ทุกอย่างบอกคราวเดียว ถ้าทำผิดปั๊บเขาก็ทำแบบขออภัย สั่งงานสั่งคราวเดียวจำตลอดชีวิต
เวลาใกล้เพลสั่งไว้ว่า
” เวลาหลวงพ่อหลับหรือเผลอมาเรียกด้วยนะ”
พอ ๔ โมงมาเรียก
ตอนหลังบอกมันยาวเกินไป ๑๕ นาทีเพลค่อยมาเรียกนะ อีก ๑๕ นาทีเพลมาเรียกจริงๆ เตือน
พระท่านก็เลยมาบอกว่า 
“เจ้าโคล่าเป็นพระโพธิสัตว์”
แล้วท่านยังบอกต่อว่า คนสงเคราะห์เลี้ยงพระโพธิสัตว์มีอานิสงส์มาก
“แล้วทำไมถึงมาเกิดเป็นสุนัขละคะ…?”
ลงมาช่วย สุนัขหรือแมว ถ้าพระเลี้ยงตายแล้วไปสวรรค์ทุกตัว ได้เปรียบมาก 
“อย่างนั้นสุนัขที่แสนรู้ต้องมีเบื้องหลังแน่นอน”
สุนัขแสนรู้นี่ถ้าไม่ได้เกิดเป็นเทวดาก็คนแน่ เพราะตัวเมตตาเข้าถึง ทานบารมีเก่าเขามี
เมตตาบารมี บารมีเริ่มเข้าสนองพวกนี้ได้เปรียบเราเยอะ คนนี่ไม่แน่นอน จะไปอบายภูมิก็ได้ ไปสวรรค์ก็ได้ 
ไปพรหมก็ได้ มีคนสงเคราะห์ไม่ลงต่ำแน่
จากหนังสือ ธรรมปฏิบัติ เล่ม ๑๐ หน้า ๒๗-๒๙



เรื่อง…หมาของหลวงพ่อกลายเป็นเทวดา
เมื่อกลับมาจากสถานที่รับแขก เวลา ๓ โมงเย็น ๓ โมงเย็นก็เลิกรับแขก เพราะร่างกายมันทนไม่ไหว มันเป็นโรคหลายอย่าง เมื่อกลับมาถึงแล้วเขาก็รายงานบอกว่า เจ้าขุน ป่วยหนัก คำว่า เจ้าขุน นี่เป็นสุนัขตัวหนึ่งเป็นหมายเลข ๑๓ นั่นก็หมายความว่า เป็นสุนัขตัวที่ ๑๓ ที่เรียกว่า เจ้าขุน ก็เพราะว่าในสมัยหนึ่ง ขนมันหลุดหมด มันเป็นโรคเรื้อน ก็เลยเรียก เจ้าขุน ๆ หมายความว่า ขนไม่มี ก็เหมือนขุนช้าง ขุนช้างตามหนังเสือเขาเขียนนะ แต่ขุนช้างจริง ๆ เขาสวย ก็เลยเรียกเจ้าขุน ๆ แทนขุนช้าง 
ต่อมาก็ติดสงสารหมา หายามา ก็บังเอิญ โยมสมัคร บอกว่า มียาขนานหนึ่ง คนที่เป็นโรคชันนะตุ โรคอะไรก็ไม่ทราบ ที่มันเกิดบนหัวน่ะ เกิดขึ้นแล้วก็ผมหลุดหมด หัวเป็นแผลเป็น เขาใช้ เปลือกแค เปลือกต้นแคนี่นะ ฟังให้ดีนะถากมาแล้วก็เอาไป แช่น้ำซาวข้าว น้ำซาวข้าวนะ ไม่ใช่น้ำข้าวที่สุกแล้ว แช่สัก ๕-๗ วัน แล้วก็ทาผมขึ้นเต็มศีรษะ หนาปึ้บ นี่หัวคน ก็ลองมาทาเข้าขุน ปรากฏว่า ไม่นาน ไม่กี่วันนัก ขนสวยสดงดงามมาก เป็นหมาที่มีขนสวย แต่ว่าเจ้าขุนนี่มีปกติอยู่อย่างหนึ่ง เป็นหมาที่มีความจงรักภักดี แต่ว่าไม่ค่อยจะยอมให้จับ ไม่ค่อยเข้าหาใคร เวลาเรียก เวลาเขาเข้ามาใกล้ ๆ ปล่อยเขาเข้ามาเอง เขาเข้ามา ลูบคลำได้ ถ้าเรียกชื่อเมื่อไร ถอยหลังเมื่อนั้น ออกไปไกล แต่ถ้าเวลาไหนพบเขาเข้า ถ้าเวลากลางวัน หรือกลางคืนก็ตาม เห็นหมาตัวอื่นนอน ก็เลยบอกว่า ขุน อยู่ยามนะ ขุนมันเก่ง ขุนอยู่ยามนะ เจ้าขุนจะไม่ยอมหลับ จะจ้องในสถานที่ต่าง ๆ ถ้าสงสัยขึ้นมาก็ส่งเสียงเห่า หมาทุกตัวที่นอนอยู่ก็ลุกขึ้นพร้อมกัน ไปตามเสียงเห่า
เป็นอันว่า เจ้าขุนมีความจงรักภักดี แต่ว่ามันไม่ค่อยยอมให้จับ ทีนี้เมื่อกลับมา เมื่อวันวานนี้ วันที่ ๕ ปรากฏว่า พรนุช คืนคงดี บอกว่า เจ้าขุนปล่อยหนัก ให้ กุ๊กกิ๊ก ไปให้น้ำเกลือ คำว่า กุ๊กกิ๊ก เป็นเด็กนักเรียนสตรี นักเรียนประจำ เด็กนักเรียนประจำนี่มี สัตว์แพทย์เดชา ท่านสอนให้นักเรียนหญิงที่มีความสนใจในสัตว์ รู้จักวิธีรักษาสัตว์ ที่เรียกว่า สัตวบาล ให้มีความรู้ สำหรับยาที่จะใช้จะใช้ยา อะไรก็ปรึกษาสัตวแพทย์ การฉีดยาเข้ากล้าม เข้าเส้น การให้ยานี่ เธอเข้าใจดี บางทีเจ้าสุนัขตัวไหนมันป่วย อยู่ไกล ก็เดินหากัน จนกระทั่งครึ่งวันค่อนวันก็หา เธอมีเมตตาดีมาก เด็กดี ๆ ประเภทนี้ควรจะให้ทุนการศึกษา ทั้งในขั้นต้น คือ ขั้นมัธยม และมหาวิทยาลัย ถ้าเธอสามารถสอบได้ ถ้าเธอเข้าไปสอบกับเขาได้ ก็จะให้ทุน เพราะว่ามีเมตตาดี
ก็ปรากฏว่า พอไปเยี่ยมสุนัข มันมีหลายฝูง อาตมาก็ไม่สบาย เดินก็จะล้ม ก็มี พระครูปลัดอนันต์ กับพระน้อย ควบคุมไป เกรงว่าจะล้ม พอเดินเข้าไปเยี่ยมฝูงเจ้ามณี ก็ปรากฏว่า มีข่าวเขาบอกว่า เจ้าขุนตายเสียแล้ว เมื่อวันวานนี้ พอเดินขากลับมา จะขึ้นบันได อาคารแม่ใหญ่ ก็เห็นผู้ชายคนหนึ่งลอยอยู่ข้างหน้า ก็ถามว่า ขุน ใช่ไหม เขาก็บอกว่า ใช่ครับ บอก เออ…ขุน เอ็งก็มีความดีอยู่มาก มีความจงรักภักดีต่อหลวงพ่อ และอีกประการหนึ่ง รักษาของสงฆ์ มันก็เป็นบุญใหญ่ ผลบุญใดที่พ่อทำแล้ว ตั้งแต่ต้นจนกระทั่งปัจจุบัน ขอเธอจงโมทนา รับผลเช่นเดียวกับพ่อ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เธอยกมือไหว้แล้วก็หายไป อาตมาก็เดินกลับ
ต่อมาวันนี้ ที่พูดนี่เป็นเวลา ๖ โมงเย็น ๆ ๖ โมงครึ่ง เมื่อเวลาประมาณ ๖ โมง หลังจากฉันยาเสร็จ อาบน้ำแล้ว อาเจียนแล้ว ก็พักผ่อนนอนคนเดียว ภาวนาไปตามเรื่อง ก็ภาวนาตามคาถาที่ชอบใจ ชอบใจบทไหน ภาวนาบทนั้น จิตเป็นสุข 
ทำอารมณ์ให้เป็นสุขตามที่พระพุทธเจ้าแนะนำ พอสักประเดี๋ยวเดียว จิตก็หลบแว้บ ปรากฏว่า มีผู้ชายใส่ชฎา สวยมากยืนอยู่ไกล อยู่ระหว่างวิมาน เป็นเทวดา มีวิมานเป็นทองคำ เสาเป็นทองคำ แต่หลังคาเป็นแก้ว แต่สำหรับเทวดา สวยงามมาก ชฎาที่เห็นใส่มันสวยกว่าชฎาลิเกเรามาก มีเพชรแพรวพราวเป็นระยับ ตัวก็เพชรแพรวพราว แต่ว่าอยู่ไกล เมื่ออยู่ไกลก็มีความรู้สึกว่า 
เอ๊…นี่มันเจ้าขุนนี่หว่า ถามว่า นั่นเทวดาเจ้าขุนใช่ไหม เขาบอกว่า ใช่ขอรับ บอก เมื่อเธอเป็นสุนัข เธอก็ยังกลัวไม่กล้าจะเข้าใกล้ วันดีคืนดีเธอเข้ามาหา แต่วันปกติถ้าเรียกมา เธอจะไม่ยอมเข้าใกล้ จะวิ่งหนีออกไกล เวลานี้เป็นเทวดา ทำไมจึงอยู่ไกล เธอก็ตอบว่า ผมเป็นเทวดา ผมยังกลัวครับ ก็บอกว่า เธอจะกลัวทำไม ให้เข้ามาใกล้ ๆ วิมานเธอก็ลอยเข้ามาใกล้ ก็ถามว่า เวลานี้เธออยู่ที่ไหน เธอก็บอกว่า อยู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ถามว่า มีความสุขดีไหม ก็บอกว่า มีความสุขมาก ก็ถามว่า ในสมันที่มีชีวิตอยู่ทำไมจึงกลัวหลวงพ่อ เธอก็บอกว่า ไม่ทราบว่ามันเป็นอะไรครับ ผมก็รักหลวงพ่อ แต่ว่ากลัว เรียกเมื่อไร่ หนีเมื่อนั้น ถ้าไม่เรียกก็ย่องเข้ามาหา ๒-๓ วันเข้ามาหาที ลูบคลำได้ แต่ว่า ถ้าเป็นการอยู่ยาม เป็นหน้าที่ของเขา เขาอยู่ยามดีจริง ๆ คืนทั้งคืนไม่ยอมหลับก็มี นอกจากว่ามีสุนัขตัวอื่นไปเปลี่ยน
สุนัขที่นี่มันมีทั้งหมดจริง ๆ นับทั้งที่ตายไปแล้ว และยังไม่ตายมี ๒๐๐ กว่า แต่เหลือจริง ๆ ก็ประมาณ ๑๐๐ เศษ ทั้งนี้เพราะอะไร พ่อแม่ต้นมันยังไม่ตาย เจ้านิลเป็นพ่อใหญ่ แม่นาค เป็นแม่ใหญ่ ยังอยู่ทั้งคู่ แต่แค่ ๗-๘ ปี เท่านี้แหละ บรรดาท่านผู้ฟัง มันผลิตลูกออกมา ต่างคนต่างช่วยกันผลิต พ่อแม่ใหญ่ก็ผลิตลูก ไอ้ลูกมันก็ผลิตลูกไอ้หลานก็ผลิตลูก ผลิตกันออกมาถึงป่านนี้ตั้ง ๒๐๐ เศษ ลองคิดดูแล้วก็ต้องไม่ยอมให้สุนัขที่อื่นเข้ามาปน เพราะเกรงว่า เจ้าพวกนี้ถ้าไม่ใช่พวกเดียวกัน มันจะกัด ต้องอยู่ในขอบเขต ค่ายา ค่ารักษาโรค ปีละมาก ๆ ค่าอาหารก็ปีละมาก ๆ แต่ว่าสุนัขชุดนี้มันมีบุญ มีคนสงเคราะห์ ให้สตางค์ค่าอาหาร ค่ายารักษาโรคอยู่เสมอ จนกระทั่งมีทุนฝาก เอาดอกเบี้ยมาเป็นค่าอาหาร ค่ายารักษาโรค ก็ขอโมทนา ท่านด้วยนะ
คนหลายท่านที่ต่างคนต่างทำบุญมา สมัยที่ท่านยังมีรายได้ดีคนละไม่น้อยนะ อย่างน้อย ๆ คนละ ๓,๐๐๐ -๔,๐๐๐ ถึง ๑๐,๐๐๐-๓๐,๐๐๐ ก็มี บางราย (มีอยู่ ๒ ราย) ๕๐,๐๐๐ ก็เลยฝากเอาเงินดอกเบี้ยมาใช้เป็นค่าอาหาร ค่ายารักษาโรค และยามที่โรคระบาดมันเกิดขึ้นก็ต้องพาสุนัขวิ่งไปหาหมอ นั่งรถไปหาหมอกันเกือบทุกวัน เวลานี้เด็กศึกษาสัตวบาลได้ ก็เบาตัวไป และเอาคำแนะนำเรื่องยาจากหมอ
นี่ก็เป็นอันว่า วันนี้มันก็เหลือเวลาอีก ๑๑ นาที ก็มานั่งคุยกันถึงกรณีพิเศษว่า สุนัขที่พระเลี้ยงหรืออยู่กับพระนี่ มันตายแล้วเป็นเทวดาได้ แต่ความจริงก็มีเจ้าขุนตัวเดียวแหละ ที่เป็นเทวดาแล้วอยู่ไกล เห็นภาพยืนสง่างามมาก ชฎาก็สวยงามมาก แต่ยืนอยู่ไกล แต่ทุกตัวที่ตายไปแล้ว เห็นเมื่อไรเข้าอยู่ใกล้ ๆ เขาจะรายงานว่า เวลานี้ไปอยู่ที่นั่น อยู่ที่นี่ 
ถ้าพูดอย่างนี้ บรรดาท่านพุทธบริษัทผู้อ่าน และผู้ฟังอาจจะสงสัยว่า ทำไมยกย่องว่า หมาเป็นเทวดา หมาเป็นนางฟ้า แล้วคนล่ะ ก็ต้องขอตอบว่า ก็ตามใจท่านสิ ท่านก็มีความรู้กันอยู่แล้ว ตามที่องค์สมเด็จพระประทีปแก้วสอนว่า ทำบุญแบบไหนไปเกิดเป็นพรหม ทำบุญแบบไหนไปนิพพาน ทำบาปแบบไหนไปเกิดเป็นสัตว์นรก เป็นเปรต เป็นอสุรกาย เป็นสัตว์เดรัจฉาน
ที่มา หนังสืออ่านเล่นเล่ม15

by admin admin ไม่มีความเห็น

หลวงพ่อเล่าเรื่องท่านปู่โกมารภัจจ์

เมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบรรลุอภิเษกสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว ในตอนนั้นก็มีท่านผู้หนึ่งที่เราได้ยินชื่อกันอยู่เสมอ คือ ท่านหมอโกมารภัจจ์ ซึ่งเป็นหมอสำคัญขององค์สมเด็จพระทรงสวัสดิโสภาคย์ คอยรักษาโรค และก็เป็นหมอที่มีความรู้เป็นพิเศษจริง การไปศึกษาของท่านนั้นปรากฏว่า ไปศึกษาวิชาเวชศาสตร์ มีความฉลาดสามารถมากยิ่งกว่าลูกศิษย์ใดๆ จากสำนักตักศิลา

ท่านโกมารภัจจ์ ประวัติก็มีอยู่ว่า เป็นลูกพิเศษของพระเจ้ากรุงราชคฤห์ คำว่า “เป็นลูกพิเศษ” นี่ก็หมายความว่า อาจจะเป็นลูกจากเมียพิเศษที่เจ้าย่องไปเจ้าชู้นอกเขตพระราชฐาน ผู้หญิงคนนั้นก็เลยมีลูกขึ้นมา 2 คน คนแรกชื่อว่า โกมารภัจจ์เป็นลูกคนหัวปี คนที่สองมีนามว่า สิริมา เป็นคนสวยที่สุดในสมัยนั้น

เมื่อเกิดขึ้นมาแล้ว เจ้าก็ไม่ได้รับว่าเป็นลูกโดยตรง แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธในด้านจิตใจ คือ คอยสงเคราะห์ตลอดเวลา แต่เป็นการสงเคราะห์แบบลับๆ ฉะนั้น ชื่อของท่านโกมารภัจจ์ก็ดี สิริมาก็ดี ไม่ได้ชื่อเป็นเจ้า แต่ว่าเขาให้ฐานะดีมากและก็เป็นคนใกล้กับพระราชฐานอยู่ตลอดเวลา เพราะเจ้ารู้ว่าเป็นลูก แต่ยอมรับไม่ได้ ประกาศเปิดเผยไม่ได้ แต่ก็เลี้ยงอย่างลูกสงเคราะห์อย่างลูกเหมือนกัน

เมื่ออายุได้ 16 ปี ก็ส่งไปสู่เมืองตักศิลา ท่านตั้งหน้าตั้งใจศึกษาวิชาเวชศาสตร์อย่างเดียว เมื่อเวลาเรียนจบก็ลาอาจารย์กลับบ้าน อาจารย์อยากจะทดลองความสามารถ จึงได้บอกให้ท่านโกมารภัจจ์จัดกระจาดเข้าสองลูกทำเป็นหาบใส่สาแหรกหาบไป และมีมีด 1 เล่ม มีเสียม 1 เล่ม มีค้อน 1 อัน บอกว่า 

“เจ้าจงเดินไปได้สี่ทิศๆ ละ 1 โยชน์ ดูผักหญ้า ต้นไม้ พืชพันธุ์ธัญญาหาร ดิน ทราย แม้แต่แร่ต่างๆ ดูว่าถ้าสิ่งไหนมันไม่เป็นยาละก็ตัดมาให้ครูดูหรือขุดมาให้ครูดู”

ท่านโกมารภัจจ์ใช้เวลาแบบนี้ประมาณเดือนเศษ พอเดินไปหนึ่งโยชน์ กว่าจะถึงหนึ่งโยชน์ก็ต้องเดินดูไปตลอดทุกอย่างตามทิศทางที่อาจารย์บอก เมื่อไปครบได้ทุกทิศทุกทางด้านละหนึ่งโยชน์ ก็ปรากฏว่ากลับมาหาบเปล่า หาอะไรที่เป็นยาไม่ได้เลย พอมาถึงก็รายงานอาจารย์บอกว่า

“ไม่มีละ สิ่งที่ไม่เป็นยานะ เป็นดิน เป็นทราย เป็นหิน เป็นกรวด เป็นต้นไม้ เป็นต้นหญ้า ไม่ว่าอะไรทั้งหมด มันเป็นยาทั้งหมด”

ปรากฏว่าท่านอาจารย์ก็ชมเชยบอกว่า “ดีแล้ว ถ้าอย่างนั้นกลับบ้านได้ ถ้ายังหาว่าทุกสิ่งทุกอย่างหรืออย่างใดอย่างหนึ่งในโลกนี้ไม่เป็นยาละก็กลับบ้านไม่ได้ ถือว่ายังเรียนไม่จบ” แล้วท่านก็ลากลับ

ตอนกลับก็เดินมาในระหว่างทางไม่ทันถึงกรุงราชคฤห์มหานคร เวลาตอนเย็นวันหนึ่งมันใกล้ค่ำ ท่านพักอยู่โคนต้นไม้ใกล้บ้านเศรษฐี พอดีท่านมหาเศรษฐีเดินออกไปพบเข้าถามว่า “ไปไหนมา”

ท่านก็บอกว่า “ไปเรียนวิชาเวชศาสตร์ คือ วิชาหมอที่เมืองตักศิลา”

ก็บังเอิญภรรยาของท่านเศรษฐีเป็นโรคปวดศรีษะมา 3 ปี ทำงานไม่ได้ ใช้สมองไม่ได้ ท่านมหาเศรษฐีถามว่า “จะรักษาหายไหม เห็นว่าเป็นหมอ”

ท่านก็บอกว่า “ต้องดูอาการก่อน” พอเข้าไปดูอาการก็บอกว่า “จะทดลองดูเพราะว่า เพิ่งเรียนหมอมาใหม่ๆ ยังไม่มั่นใจว่าจะรักษาหายหรือไม่หาย แต่ว่ายาไม่ได้มีติดมือมาเลย”

ท่านมหาเศรษฐีก็ถามว่า “ต้องการอะไรบ้าง” ท่านถามว่า “มีเนยใสไหม” ท่านมหาเศรษฐีก็บอกว่ามี และก็ถามท่านมหาเศรษฐีว่า “ไอ้หญ้าประเภทนี้มีไหม”

อาตมาก็ลืมชื่อหญ้าเสียแล้ว ท่านก็บอกว่ามี (ถ้าบอกชื่อก็หาไม่ได้ เพราะไม่รู้จักกัน) ให้เอาของทั้งสองอย่างคือ เอาหญ้ามาโขลกเข้าแล้วเอาเนยใสเข้าไปละลายแล้วคั้นเอาน้ำออกมากรองให้ดีแล้วก็หยอดเข้าไปในจมูกของภรรยาท่านมหาเศรษฐี พอหยอดเข้าไปเท่านั้นก็ปรากฏว่า ภรรยาของท่านมหาเศรษฐีมีทั้งน้ำมูกมีทั้งเสลดออกมาทั้งทางจมูกทางปากออกมาอย่างมาก ในที่สุดในขณะเดียวกันก็ปรากฏว่าหายปวดทันที

ท่านมหาเศรษฐีก็จัดรางวัลเป็นการใหญ่ ท่านโกมารภัจจ์ท่านก็รับ เวลาจะกลับท่านก็มอบคืน ท่านไม่บอกว่าคืน“มอบของทั้งหลายเหล่านี้ไว้เพื่อได้สงเคราะห์คนจนต่อไป”

นี่เป็นประวัติตอนต้น แล้วท่านก็เดินทางต่อไป

ต่อมาท่านโกมารภัจจ์ก็ได้เป็นหมอประจำพระองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าจะทรงประชวรด้วยเรื่องอะไรก็ตาม ท่านโกมารภัจจ์ประกอบยาแค่เม็ดเดียว เสวยครั้งเดียวหายทันที

นี่จะเห็นว่า แม้องค์สมเด็จพระชินสีห์บรมศาสดาเป็นพระอรหันต์และเป็นยอดอรหันต์ เป็นจอมอรหันต์ ก็ยังป่วยไข้ไม่สบาย ก็ยังแก่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นท่านทั้งหลายก็อย่าคิดว่าพระอรหันต์ไม่ป่วย

ต่อมาในกาลครั้งหนึ่ง เมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถูกพระเทวทัตกลิ้งหินลงมามีความปรารถนาจะให้ทับสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าให้ตาย จากยอดเขาคิชฌกูฎ (พระพุทธเจ้านั่งอยู่เชิงเขา เทวทัตขึ้นไปยอดเขาก็กลิ้งหินให้ทับ) แต่เป็นการบังเอิญที่มีหินก้อนใหญ่มหึมาก้อนหนึ่งปรากฏโผล่ขึ้นมากันหินที่พระเทวทัตกลิ้งมาแตกกระจัดกระจาย เศษหินถูกพระบาทของสมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาที่นิ้วพระบาทห้อพระโลหิต

เมื่อองค์พระธรรมสามิสรมีอาการอย่างนั้น ท่านโกมารภัจจ์ก็ประกอบยาถวายปิดลงไปที่ห้อพระโลหิตแล้วเอาผ้าผูกไว้ พอเสร็จแล้วก็ลาสมเด็จพระจอมไตรไปภายนอกกำแพงวัง คุยกับเพื่อนเพลินไป โอกาสนั้นประตูเมืองเขาปิด 6 โมงเย็น ท่านเลยเข้าประตูเมืองไม่ได้ก็ร้อนใจคิดว่า โอหนอ ยาที่ถวายองค์สมเด็จพระจอมไตรเป็นยาแรง เวลานี้แผลก็คงหายแล้ว อีกประการหนึ่งเมื่อแผลหายยาที่ยังอยู่ที่นิ้วพระบาทขององค์สมเด็จพระจอมไตรจะทำให้พระองค์ทรงมีความลำบาก เพราะยามีความร้อน

ตอนนั้นเองเวลาเดียวกัน สมเด็จพระชินวรทรงทราบวาระจิตของท่านโกมารภัจจ์ว่ามีความลำบากใจ คิดว่ายาจะเป็นโทษแก่เรา จึงได้เรียกพระอานนท์เข้ามาตรัสว่า “อานันทะ ดูก่อนอานนท์ เธอจงแก้ผ้ามัดนิ้วฉันออกไปแล้วจงเอายาออก”

เมื่อแก้ผ้าออกแล้ว พระอานนท์ก็เอาน้ำที่สะอาดมาล้างให้

ตอนวันรุ่งขึ้น ท่านโกมารภัจจ์เข้าเมืองได้ก็รีบมาเฝ้าสมเด็จพระจอมไตรถามว่า “ยามีอันตรายแก่พระองค์ไหม”

พระพุทธเจ้าก็เลยบอกว่า “ไม่มี เวลานี้ฉันให้พระอานนท์แก้ออกมาแล้ว”

ท่านถามว่า “แก้เวลาไหน”

พระพุทธเจ้าก็ตอบว่า “แก้เวลาเมื่อเธอลำบากใจคิดว่ายาจะมีอันตรายกับฉัน”

นี่เป็นตอนหนึ่ง ต่อมาเมื่อองค์สมเด็จภควันต์บรมศาสดาป่วยเป็นอะไร ท่านโกมารภัจจ์ก็รักษาหายทันทีทันใด

คัดมาจาก หนังสือ “พ่อสอนลูก” คำสอนของพระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยาน วัดจันทาราม (ท่าซุง) อุทัยธานี

Top